รายงานผู้ป่วย: ก้อนอักเสบเรื้อรังสีเหลืองบริเวณเบ้าตาในผู้ใหญ่
คำสำคัญ:
ก้อนอักเสบเรื้อรังสีเหลืองบริเวณเบ้าตาในผู้ใหญ่, เบ้าตา, เปลือกตาบวม, กลุ่มของโรคที่เกิดจากการเพิ่มจำนวนมาก ผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นที่ไม่ใช่เซลล์ลางเกอร์ฮานส์, ยาสเตียรอยด์บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: รายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยโรคก้อนอักเสบเรื้อรังสีเหลืองบริเวณเบ้าตาในผู้ใหญ่ (adult orbital xanthogranuloma; AOX) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก
วิธีการ: ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 39 ปี มีอาการบวมของเปลือกตาทั้งสองข้างอย่างค่อยเป็นค่อยไปนาน 5 ปี และมีรอยเหลืองบริเวณเปลือกตาล่างซ้ายมา 2 ปี
ผลการรักษา: ผลการตรวจชิ้นเนื้อของต่อมน้ำตาจากโรงพยาบาลเดิมแสดงลักษณะของต่อมน้ำตาอักเสบ (dacryoadenitis) ผู้ป่วยเคยได้รับยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานตอบสนองดีในระยะแรก แต่กลับมามีอาการซ้ำหลังหยุดยาเอง ครั้งนี้เมื่อมาพบแพทย์ตรวจร่างกายพบมีอาการบวมของเปลือกตาทั้งสองข้าง มีรอยสีเหลืองบริเวณเปลือกตาล่างซ้าย และต่อมน้ำตาโต แต่ไม่มีสัญญาณการติดเชื้อ ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของเบ้าตาแสดงให้เห็นเนื้อเยื่ออ่อนอักเสบแทรกซึมในเนื้อเยื่อปกติ (mildly enhancing infiltrative soft tissue) บริเวณรอบเบ้าตาและต่อมน้ำตาทั้งสองข้าง โดยไม่พบการทำลายกระดูก การตรวจชิ้นเนื้อซ้ำบริเวณรอยเหลืองพบ foamy macrophages และเซลล์น้ำเหลืองขนาดเล็ก ผลการตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ตลอดจนเครื่องมือพิเศษและการตรวจทางพยาธิวิทยา จึงให้การวินิจฉัยว่า เป็นโรคก้อนอักเสบเรื้อรังสีเหลืองบริเวณเบ้าตาในผู้ใหญ่ หรือ AOX
ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้น้อยที่สุดของกลุ่มโรคก้อนอักเสบเรื้อรังสีเหลืองบริเวณเบ้าตาในผู้ใหญ่ adult orbital xanthogranulomatous disease (AOXGD) และได้เริ่มให้การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน ในผู้ป่วยรายนี้
สรุป: โรคก้อนอักเสบเรื้อรังสีเหลืองบริเวณเบ้าตาในผู้ใหญ่ เป็นโรคในเบ้าตาที่พบได้น้อย ควรนึกถึงในการวินิจฉัยแยกโรคของภาวะอักเสบหรือบวมของเบ้าตา และการตรวจทางพยาธิวิทยามีความจำเป็นต่อการยืนยันผลการวินิจฉัย และการตรวจร่างกายให้ครบทุกระบบมีความจำเป็นในการแยกชนิดจำเพาะ (subtype) ของกลุ่มโรคนี้ แม้ว่าการรักษาด้วยสเตียรอยด์ได้ผลดีในคนไข้หลายคนที่ถูกวินิจฉัยด้วยโรคนี้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการรักษามาตรฐานและจำเพาะ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไปเพื่อทำความเข้าใจกลไกของโรคและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมต่อไป
เอกสารอ้างอิง
Jakobiec FA, Mills MD, Hidayat AA, Dallow RL, Townsend DJ, Brinker E, et al. Periocular xanthogranulomas associated with severe adult-onset asthma. Trans Am Ophthalmol Soc. 1993;91:99-125.
Achar A, Naskar B, Mondal PC, Pal M. Multiple generalized xanthogranuloma in adult: case report and treatment. Indian J Dermatol. 2011;56(2):197-200.
Bastianpillai J, Haloob N, Panchappa S, Marais J. The rare case of an adult-onset xanthogranuloma of the paranasal sinuses: a histological dilemma. Case Rep Pathol. 2020;2020:1-4. doi:10.1155/2020/8832802.
Wiffen J, Kalantary A, Ardakani NM, Turner A. Adult onset xanthogranuloma of the eyelid. Am J Ophthalmol Case Rep. 2023;29:101775. doi:10.1016/j. ajoc.2023.101775.
Kerstetter J, Wang J. Adult orbital xanthogranulomatous disease: a review with emphasis on etiology, systemic associations, diagnostic tools, and treatment. Dermatol Clin. 2015;33(3):457-63. doi:10.1016/j. det.2015.03.009.
Kumawat D, Nayak S, Goel R, Beniwal M, Rajesh R, Chawla R. Bilateral adult-onset orbital xanthogranuloma: a case report and review of literature. Indian J Ophthalmol Case Rep. 2023;3(1):113-6. doi:10.4103/ijocr.ijocr_122_22.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารจักษุวิทยาไทย (TJO) เป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ตีพิมพ์ปีละสองครั้งสำหรับราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย วัตถุประสงค์ของวารสารคือเพื่อให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยในสาขาจักษุวิทยา ให้การศึกษาต่อเนื่องแก่จักษุแพทย์ ส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้อ่าน
ลิขสิทธิ์ของบทความที่ตีพิมพ์เป็นของวารสารจักษุวิทยาไทย อย่างไรก็ตาม เนื้อหา ความคิด และความคิดเห็นในบทความนั้นมาจากผู้เขียน คณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความคิดและความคิดเห็นของผู้เขียน
ผู้เขียนหรือผู้อ่านสามารถติดต่อคณะบรรณาธิการได้ทางอีเมลที่ admin@rcopt.org