ภาวะถุงน้ำตาโป่งพองจากท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิดขนาดใหญ่ทำให้เกิดการกดเบียดและเคลื่อนที่ของลูกตาในทารก

ผู้แต่ง

  • Kwanchanok Rattanalert ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • นริสา รัตนเลิศ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

คำสำคัญ:

ภาวะถุงน้ำตาโป่งพองจากท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิด, การอักเสบบริเวณถุงน้ำตา, ลูกตาเคลื่อนตำแหน่ง, ท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิด, การแยงท่อน้ำตา

บทคัดย่อ

บทนำ: ภาวะถุงน้ำตาโป่งพองจากท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิด (congenital dacryocystocele) เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย และจากการทบทวนวรรณกรรมของผู้เขียน ยังไม่พบการรายงานของภาวะนี้ที่ก่อให้เกิดการกดเบียดลูกตาจนทำให้ลูกตามีการเคลื่อนที่

รายงานผู้ป่วย: ผู้ป่วยทารกเพศหญิงอายุ 19 วัน มีก้อนบวมสีคล้ำบริเวณหัวตาด้านขวาตั้งแต่แรกเกิด ก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการอักเสบติดเชื้อของถุงน้ำตา (dacryocystitis) แทรกซ้อน หลังได้รับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด พบว่าการอักเสบลดลง แต่ก้อนยังมีขนาดใหญ่และดันลูกตาไปทางด้านบนและด้านข้าง การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบก้อนลักษณะเป็นถุงน้ำ ขนาด 17.7 x 14.6 x 16.0 มม. บริเวณมุมตาด้านใน ต่อเนื่องกับท่อน้ำตาในจมูก และก่อให้เกิดแรงกดของก้อนต่อลูกตา ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อด้วยยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดร่วมกับการแยงท่อน้ำตา ส่งผลให้ก้อนยุบลงทันที และลูกตากลับสู่ตำแหน่งปกติ

สรุป: ภาวะถุงน้ำตาโป่งพองจากท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิดขนาดใหญ่สามารถก่อให้เกิดแรงกดต่อลูกตา และทำให้ลูกตาเคลื่อนตำแหน่งได้ การวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

เอกสารอ้างอิง

Shekunov J, Griepentrog GJ, Diehl NN, et al. Prevalence and clinical characteristics of congenital dacryocystocele. J AAPOS. 2010;14(5):417-420.

Singh S, Ali MJ. Congenital dacryocystocele: a major review. Ophthalmic Plast Reconstr Surg. 2019;35(4):309-317. doi:10.1097/IOP.0000000000001297

Cavazza S, Laffi GL, Lodi L, et al. Congenital dacryocystocele: diagnosis and treatment. Acta Otorhinolaryngol Ital. 2008;28(6):298-301.

Mansour AM, Cheng KP, Mumma JV, et al. Congenital dacryocele. Ophthalmology. 1991;98(11):1744-1751.

Wong RK, VanderVeen DK. Presentation and management of congenital dacryocystocele. Pediatrics. 2008;122(5):e1108-e1112.

Bogan S, Simon JW, Krohel GB, Nelson LB. Astigmatism associated with adnexal masses in infancy. Arch Ophthalmol. 1987;105(10):1368-70.

Greenlaw SM, Chaney KS, Belazarian L, et al. Congenital dacryocystocele. J Am Acad Dermatol. 2009;61(6):1088-1090.

Akpolat C, Sendul SY, Unal ET, et al. Outcomes of lacrimal probing surgery as the first option in the treatment of congenital dacryocystocele. Ther Adv Ophthalmol. 2021;13:25158414211030427. doi:10.1177/25158414211030427

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-08-01

ฉบับ

ประเภทบทความ

รายงานผู้ป่วย