ประสิทธิผลของการผ่าตัดแบบส่องกล้องในผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ที่มีภาวะอักเสบเฉียบพลัน โรงพยาบาลกาฬสินธุ์

ผู้แต่ง

  • Thanomsin Kanmali Department of surgery, Kalasin Hospital

คำสำคัญ:

laparoscopic surgery, acute calculous cholecystitis, intraoperative gallbladder drainage, laparoscopic cholecystectomy

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงทดลองเชิงวิเคราะห์โดยศึกษาจากเหตุไปหาผลนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการผ่าตัดแบบส่องกล้องในผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่มีภาวะอักเสบเฉียบพลัน โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่มีภาวะการอักเสบเฉียบพลันและได้รับการรักษาแบบการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2562 –  มิถุนายน 2563 จำนวน 113 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยมีเกณฑ์การคัดเข้าคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยการส่องกล้องทั้งในรูปแบบของการเจาะถุงน้ำดี และไม่ได้รับเจาะถุงน้ำดีในขณะผ่าตัด เกณฑ์คัดออกคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ประสิทธิผลของการผ่าตัดแบบส่องกล้อง  และภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ อัตราการติดเชื้อ เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบบันทึกข้อมูลการผ่าตัดที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน และค่าความเชื่อมั่นด้วยการทดลองใช้บันทึกและการทดสอบซ้ำได้ค่าเท่ากับ .94, .96, .98 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มที่แตกต่างกันโดยใช้สถิติ Independent t – test ผลการวิจัยสรุปได้ดังต่อไปนี้

  1. 1. ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 65.06 และ 33 ตามลำดับ อายุโดยเฉลี่ยรวมทั้งสองกลุ่มมีค่าเท่ากับ 54.47 ปี โดยกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบเจาะถุงน้ำดี มีอายุระหว่าง 60 – 69 ปี จำนวนมากที่สุด สำหรับกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบไม่เจาะถุงน้ำดี มีอายุระหว่าง 50 – 59 และ60 – 69 ปี จำนวนมากที่สุด
  2. 2. ประสิทธิผลของการผ่าตัดแบบส่องกล้องในผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่มีภาวะอักเสบเฉียบพลันของทั้งสองกลุ่ม พบว่า คะแนนอาการปวดอยู่ในระดับต่ำ (M = 1.87, SD = 0.99) การสูญเสียเลือดขณะและหลังผ่าตัดเฉลี่ย 22.04 มิลลิลิตร (SD = 3.51) จำนวนวันนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 3.12 วัน(SD = 0.33) ไม่พบการเข้ารับการรักษาซ้ำ ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยทั้งสองกลุ่มเท่ากับ 24,781.83 บาท โดยกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบเจาะถุงน้ำดี มีค่าเฉลี่ย 22,985.86 บาท สำหรับกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบไม่เจาะถุงน้ำดี มีค่าเฉลี่ย 29,750.69 บาท ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดทั้งสองกลุ่มโดยเฉลี่ยเท่ากับ 28.91 นาที โดยกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบเจาะถุงน้ำดีมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 25.52 นาที สำหรับกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบไม่เจาะถุงน้ำดีมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 38.30 นาที
  3. ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ อัตราการติดเชื้อเฉลี่ยร้อยละ 0.04 (SD = 0.21)
  4. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลพบว่า อาการปวด ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด และค่าใช้จ่ายของกลุ่มผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยการส่องกล้องที่ได้รับการเจาะถุงน้ำดีก่อนผ่าตัดต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับเจาะถุงน้ำดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่จำนวนวันนอนโรงพยาบาล ปริมาณการสูญเสียเลือดขณะและหลังผ่าตัด อัตราการเข้ารับการรักษาซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนคือ อัตราการติดเชื้อ ไม่มีความแตกต่างกัน

         ข้อเสนอแนะจากการศึกษาประสิทธิผลของการผ่าตัดแบบส่องกล้องในผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่มีภาวะอักเสบเฉียบพลันโดยการเจาะถุงน้ำดีระหว่างผ่าตัดเกิดประสิทธิภาพดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับเจาะถุงน้ำดี แสดงให้เห็นซึ่งอาการปวดและจำนวนวันนอนของผู้ป่วยลดลง การลดต้นทุนสำหรับการรักษาพยาบาลที่ต่ำลง ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดที่เพิ่มขึ้น หากเป็นไปได้ควรส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการประยุกต์ใช้วิธีการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับสำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2021-02-09

รูปแบบการอ้างอิง

Kanmali, T. (2021). ประสิทธิผลของการผ่าตัดแบบส่องกล้องในผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ที่มีภาวะอักเสบเฉียบพลัน โรงพยาบาลกาฬสินธุ์. วารสารสมาคมศัลยแพทย์ทั่วไปแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, 5(2), 31–40. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/agstjournal/article/view/248057