การศึกษาฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น เพื่อช่วยลดการเกิดคีลอยด์ซ้ำที่ใบหู
คำสำคัญ:
ก้อนแผลเป็นคีลอยด์ที่ใบหู, การใช้ PRP ในแผลเป็นคีลอยด์ที่ใบหู, ผิวหนังบาง, ภาวะหลอดเลือดฝอยพองบทคัดย่อ
บทนำ: การเกิดภาวะก้อนแผลเป็นคีลอยด์ที่ใบหูเป็นโรคที่พบบ่อยในการออกตรวจผู้ป่วยนอกของศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการใช้วิธีรักษาแบบผสมหลายวิธีเข้าด้วยกัน พบว่าให้ผลในการรักษาและป้องกันการเกิดก้อนแผลเป็นคีลอยด์ซ้ำได้ดีกว่าการเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีการศึกษาเรื่องพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น (platelet rich plasma : PRP) กันอย่างแพร่หลายและมีการนำ PRP มาใช้กับในการรักษาภาวะก้อนแผลเป็นต่างๆ รวมถึงก้อนแผลเป็นคีลอยด์ ดังนั้นทางแผนกศัลยกรรมตกแต่งจึงได้นำสารประกอบ PRP มาใช้ร่วมกับการรักษาแบบอื่นๆ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยก้อนแผลเป็นคีลอยด์ที่ใบหูที่แผนกผู้ป่วยนอกของศัลยกรรมตกแต่ง รวมทั้งศึกษาผลการรักษา อัตราการเกิดก้อนแผลเป็นคีลอยด์ซ้ำที่ใบหู รวมถีงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว
วิธีการศึกษา: การศึกษานี้ได้คัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยคัดเลือกผู้เข้ารับการรักษาผู้ป่วยนอก ที่มาด้วยปัญหาก้อนแผลเป็นนูนคีลอยด์ที่ใบหูอันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ในช่วงเวลาปี 2556 ถึง 2564 โดยจากการเก็บรวบรวมข้อมูล พบมีผู้เข้ารับการรักษาทั้งหมด 67 ราย โดยทางผู้ทำการศึกษาวิจัย ได้แบ่งกลุ่มการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดรักษาและฉีดยาสเตียรอยด์หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ (control group) จำนวน 37 ราย และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดและฉีดสารประกอบ PRP บริเวณบาดแผลที่เย็บและฉีดยาสเตียรอยด์หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ (test group) จำนวน 30 ราย และมีการนัดติดตามดูอาการหลังผ่าตัดที่เวลา 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปีหลังผ่าตัดรักษา พร้อมบันทึกผลการรักษา บันทึกการเกิดซ้ำของก้อนแผลเป็นคีลอยด์บริเวณแผลเย็บ บันทึกภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
ผลการศึกษา: จากผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดร่วมกับการฉีดสารประกอบ PRP ที่ใบหูและฉีดยาสเตียรอยด์หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ ที่ 3 ปีหลังผ่าตัด มีอัตราการเกิดภาวะก้อนแผลเป็นคีลอยด์ซ้ำที่บริเวณแผลผ่าตัดที่ใบหูต่ำกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและฉีดสเตียรอยด์หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ (3.3 % vs 21.6 % , P = 0.0354)
สรุป: จากผลการศึกษาพบว่าการใช้สารประกอบ PRP ฉีดร่วมกับการผ่าตัดรักษาและฉีดยาสเตียรอยด์หลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีปัญหาแผลเป็นนูนคีลอยด์ที่ใบหูนั้น มีอัตราการเกิดแผลเป็นนูนคีลอยด์ซ้ำในบริเวณที่ทำการผ่าตัดน้อยกว่าการรักษาโดยการผ่าตัดและฉีดยาสเตียรอยด์หลังผ่าตัด
