อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะของเหลวคั่งใต้แผลผ่าตัด (Seroma) ภายหลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโพธาราม

ผู้แต่ง

  • ภูริทัต ศิริสูตร โรงพยาบาลโพธาราม 0000-0001-9865-8668

บทคัดย่อ

     มะเร็งเต้านมพบมากเป็นอันดับหนึ่งในหญิงไทย จากข้อมูล อุบัติการณ์ปี พ.ศ. 2564 พบ 34.2 : 100,000 คนต่อปี  ปัจจุบันมีวิธีรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมหลายวิธี ซึ่งการผ่าตัดเต้านมมักก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดคือ ภาวะของเหลวคั่งใต้แผลผ่าตัด (Seroma) มีรายงานอุบัติการณ์การเกิด ร้อยละ 3-85 ภาวะดังกล่าวแม้ไม่อันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ผู้ป่วย แต่ก่อให้เกิดความกังวล ไม่สุขสบายกาย และจิตใจ ตลอด จนการหายของแผลผ่าตัดที่ช้าลง ระยะเวลานอนโรงพยาบาล นานขึ้น ต้องทำหัตถการเพิ่มขึ้น เช่น การเจาะระบายน้ำเหลือง การล้างทำความสะอาดแผล อีกทั้งทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษา สูงขึ้นอย่างมาก ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการให้การ รักษาเสริมสำหรับมะเร็งเต้านมต้องล่าช้ายิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงทำการวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีผลต่อเกิด Seroma ผลจากการศึกษาจะเป็นข้อมูลที่สำคัญในการนำไปวางแผนป้องกันความเสี่ยง และลดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วย

     การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง (retrospective analytic study) ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเต้านม ในโรงพยาบาลโพธารามตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561  ถึง 30 เมษายน 2565 ระยะเวลา 5 ปี จำนวน 115 ราย พบว่าเกิดภาวะของเหลวคั่งใต้แผลผ่าตัด (Seroma) จำนวน 51 ราย คิดเป็นร้อยละ 44.3 ผู้ป่วยทั้งหมดมีอายุเฉลี่ย 58.47 ปี ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 25.07 กก./ม.2 จำนวนต่อมน้ำเหลืองรักแร้เฉลี่ยจำนวน 11.23 ต่อม จำนวนต่อมน้ำเหลืองที่มีเซลล์มะเร็งเฉลี่ยเท่ากับ 11.23 และพบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ร้อยละ 15.7 โรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 41.7 ไขมันในเลือดสูง ร้อยละ 16.5 มี ASA classification ดังนี้ Class I ร้อยละ27.0 Class II ร้อยละ62.6 และ Class III ร้อยละ 10.4 นอกจากนั้นผู้ป่วยเหล่านี้ทุกรายไม่ได้รับยากลุ่ม Anti-Coagulant ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น (Early Breast Cancer) ร้อยละ 45.2 ระยะลุกลามเฉพาะที่ (Locally Advance) ร้อยละ 49.6 และระยะแพร่กระจาย (Metastasis) ร้อยละ5.2  ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด ร้อยละ 19.1 ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธี Modified Radical Mastectomy จำนวน 82 ราย (ร้อยละ71.3 ) และวิธี Total Mastectomy with SLNBx จำนวน 33 ราย (ร้อยละ 28.7) ได้รับการใส่สายระบายใต้แผลผ่าตัด ร้อยละ 88.7 วิธีการผ่าตัดมีความสัมพันธ์กับการใส่สายระบายหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.001) โดยที่ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธี Total Mastectomy with SLNBx ไม่ได้รับการใส่สายระบายหลังผ่าตัดร้อยละ 92.3 มากกว่ากลุ่มที่ใส่สายระบายหลัง ร้อยละ 20.6 และระยะของโรคมะเร็งเต้านม (Staging) มีความสัมพันธ์กับการใส่สายระบายหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) โดยที่ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น (Early Breast Cancer) ไม่ได้รับการใส่สายระบายหลังผ่าตัด ร้อยละ 76.9 มากกว่ากลุ่มที่ใส่สายระบายหลังผ่าตัดคิดเป็นร้อยละ 41.1

     อุบัติการณ์การเกิดภาวะของเหลวคั่งใต้แผลผ่าตัด คิดเป็นร้อยละ 44.3  และพบว่าปัจจัยต่างๆในการศึกษานี้ไม่มีผลต่ออุบัติการณ์การเกิด seroma จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบกว่า การไม่ใส่สายระบายหลังผ่าตัด ไม่ได้มีผลต่อการเกิด seroma ทำให้สามารถนำงานวิจัยนี้ไปพัฒนาการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (One day surgery) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมได้อย่างปลอดภัย

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2023-07-25

รูปแบบการอ้างอิง

ศิริสูตร ภ. (2023). อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะของเหลวคั่งใต้แผลผ่าตัด (Seroma) ภายหลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโพธาราม. วารสารสมาคมศัลยแพทย์ทั่วไปแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, 8(1), 19–33. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/agstjournal/article/view/261284