ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางจากทางหลวงสายหลักถึงโรงพยาบาลกับการเสียชีวิตจากบาดเจ็บทางถนนในประเทศไทย
คำสำคัญ:
การบาดเจ็บทางถนน, อัตราส่วนการตายต่อการบาดเจ็บ, อัตราการเสียชีวิต, ทางหลวงสายหลัก, RTIs, FIRบทคัดย่อ
ภูมิหลัง: การบาดเจ็บทางถนน (RTIs) ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำเช่นประเทศไทย การเข้าถึงการรักษาภาวะบาดเจ็บฉุกเฉินอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญต่อการรอดชีวิต แต่ปัจจัยด้านระยะทางจากโรงพยาบาลถึงถนนสายหลักที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การบาดเจ็บทางถนนในประเทศไทยยังไม่เป็นที่เข้าใจชัดเจน
วิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลังแบบสังเกตการณ์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากโรงพยาบาล 35 แห่งทั่วประเทศไทยในปี 2567 คำนวณระยะทางจากโรงพยาบาลถึงทางหลวงสายหลักด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ตัวชี้วัดผลลัพธ์รวมจำนวนผู้บาดเจ็บจาก RTI จำนวนผู้เสียชีวิต และอัตราส่วนการตายต่อการบาดเจ็บ (Fatality injury ratio, FIR) ใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ และการถดถอยโลจิสติกเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ภาระการบาดเจ็บ และอัตราการเสียชีวิต โดยใช้แผนที่แสดงการกระจายเชิงพื้นที่ด้วยความร้อน (spatial heatmaps) ระบุกลุ่มพื้นที่ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง
ผลการศึกษา: ระยะทางเฉลี่ยจากโรงพยาบาลถึงถนนสายหลักใกล้ที่สุดอยู่ที่ 14.7 กม. (SD 8.3) พบผู้บาดเจ็บจาก RTI ทั้งสิ้น 12,450 ราย เสียชีวิต 312 ราย อัตราการเสียชีวิต 2.5% ระยะทางจากถนนสายหลักไม่แสดงสหสัมพันธ์ที่สำคัญกับจำนวนผู้บาดเจ็บ (r=0.09, p=0.711) แต่มีความสัมพันธ์ทางบวกปานกลางกับจำนวนผู้เสียชีวิต (r=0.38, p=0.193) การถดถอยพหุคูณชี้ว่าจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้พิการเป็นตัวทำนายการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) ในขณะที่ระยะทางแสดงความสัมพันธ์ทางลบในระดับเกณฑ์ตัดสิน (borderline) กับการเสียชีวิต การถดถอยโลจิสติกจำแนกโรงพยาบาลตามระดับ FIR ด้วยความแม่นยำ 85.7% โดยภาระผู้พิการเป็นตัวทำนาย FIR สูงได้อย่างชัดเจน แผนที่ความร้อนแสดงกลุ่มพื้นที่ที่มี FIR สูงในจังหวัดห่างไกล
สรุป: ระยะทางใกล้ถนนสายหลักไม่สามารถทำนายอุบัติการณ์หรืออัตราการเสียชีวิตจาก RTI ได้โดยตรง แต่ความรุนแรงของการบาดเจ็บและภาระผู้พิการเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเสียชีวิต ความห่างไกลทางภูมิศาสตร์อาจทำให้การเข้าถึงการรักษาล่าช้าและส่งผลต่อการรอดชีวิต ผลการศึกษานี้เน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนากลยุทธ์การดูแลผู้บาดเจ็บแบบบูรณาการที่แก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการทันเวลาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) อย่างตรงเป้าไปยังพื้นที่เสี่ยงสูงในประเทศไทย
