ปัจจัยทำนายการกลับมารักษาซ้ำในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง โรงพยาบาลสะเดา จังหวัดสงขลา

ผู้แต่ง

  • ธันวา ตันตินาม Sadao hospital

คำสำคัญ:

ปัจจัย, การกลับมารักษาซ้ำ, โรคปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงสำรวจนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และปัจจัยทำนาย การกลับมารักษาซ้ำในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างที่มารับการรักษาที่โรคพยาบาลสะเดา ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 จำนวน 122 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi square และ Stepwise multiple regression analysis ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างกลับมารักษาซ้ำ ร้อยละ 39.34 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกับการกลับมารักษาซ้ำในผู้ป่วย โรคปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง ได้แก่ อายุ (c2 = 23.57) อาชีพ (c2 = 13.11) ระยะเวลาที่เริ่มปวดหลัง (c2 = 6.52) และโรคประจำตัว (c2 = 34.55)  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 และปัจจัยทำนายการกลับมารักษาซ้ำในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ได้แก่ โรคประจำตัว (Beta = 0.394) อายุ (Beta = 0.276) ระยะเวลาเริ่มปวดหลัง (Beta = 0.276) การดื่มสุรา (Beta = 0.171) และการออกกำลังกาย (Beta = -0.218) ซึ่งร่วมกันทํานายการกลับมารักษาซ้ำในผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังได้ร้อยละ 45.4 ซึ่งควรได้รับการพิจารณาในกระบวนการวางแผนการดูแลรักษาอย่างครอบคลุม โดยเน้นการป้องกันการเกิดซ้ำและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เช่น ท่าทางในการทำงานที่ถูกต้อง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือมีโรคประจำตัวร่วม

เอกสารอ้างอิง

Cimmino MA, Ferrone C, Cutolo M. Epidemiology of chronic musculoskeletal pain. Best Pract Res Clin Rheumatol. 25(2): 173–83, 2011.

Hartvigsen J, Hancock MJ, Kongsted A, Louw Q, Ferreira ML, Genevay S, et al. What low back pain is and why we need to pay attention. Lancet Lond Engl. 391(10137): 2356–67, 2018.

กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. รายงานสุขภาพคนไทย. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข, 2563.

Foster NE, Anema JR, Cherkin D, Chou R, Cohen SP, Gross DP, et al. Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. Lancet Lond Engl. 391(10137): 2368–83, 2019.

Pincus T, Kent P, Bronfort G, Loisel P, Pransky G, Hartvigsen J. Twenty-five years with the biopsychosocial model of low back pain-is it time to celebrate? A report from the twelfth international forum for primary care research on low back pain. Spine. 38(24): 2118–23, 2013.

จิรวัฒน์ ทิววัฒน์ปกรณ์, พงค์เทพ สุธีรวุฒิ, ทวีศักดิ์ วงศ์กีรติเมธาวี. การจัดการการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุในชุมชน. วาสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 10(2): 1–13, 2566.

กชกร ชัยพฤกษ์, สุชาดา กองทอง, จุฑารัตน์ รักประสิทธิ์, ชุติมา กลิ่นหอม. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนล่างในพนักงานเก็บขนขยะมูลฝอย อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก. วารสารความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม. 5(1): 43–8, 2565.

Shafagati N, Fite K, Patanarut A, Baer A, Pinkham C, An S, et al. Enhanced detection of respiratory pathogens with nanotrap particles. Virulence. 7(7): 756–69, 2016.

Dagenais S, Caro J, Haldeman S. A systematic review of low back pain cost of illness studies in the United States and internationally. Spine J Off J North Am Spine Soc. 8(1): 8–20, 2008.

Voon V, Krack P, Lang AE, Lozano AM, Dujardin K, Schüpbach M, et al. A multicentre study on suicide outcomes following subthalamic stimulation for Parkinson’s disease. Brain J Neurol. 131(Pt 10): 2720–8, 2008.

Searle A, Spink M, Ho A, Chuter V. Exercise interventions for the treatment of chronic low back pain: a systematic review and meta-analysis of randomised controlled trials. Clin Rehabil. 29(12): 1155–67, 2015.

จุฑารัตน์ ว่องกิดาการ, เกษร สำเภาทอง, กิตรวี จิรรัตน์สถิต. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการกลับเป็นซ้ำของกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เรื้อรังด้วยบริการการแพทย์แผนไทยในผู้รับบริการกลุ่มวัยทำงาน. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขภาพชุมชน. 9(6): 430–8, 2567.

Banerjee S, Argáez C. Multidisciplinary Treatment Programs for Patients with Acute or Subacute Pain: A Review of Clinical Effectiveness, Cost-Effectiveness, and Guidelines, 2019. เข้าถึงเมื่อ 19เมษายน 2568, จาก http://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK546002/.

กระทรวงสาธารณสุข. อัตราป่วยโรคกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน, 2025. เข้าถึงเมื่อ 17 มกราคม 2568, จาก https://hdc.moph.go.th/center/public/standard-report-detail/74b22d3ae96848ef364e6b1a26da8f37.

จิราภรณ์ แซ่ตัน. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมาเป็นซ้ำของอาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยคลินิกโรคกระดูกและข้อ. วารสารพยาบาลศาสตร์. 35(2): 45–56, 2560.

Heuch I, Heuch I, Hagen K, Zwart JA. Body mass index as a risk factor for developing chronic low back pain: a follow-up in the Nord-Trøndelag Health Study. Spine. 38(2): 133–9, 2013.

ศิริพร ชูชาติ. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโภชนาการกับความรุนแรงของอาการปวดหลังเรื้อรัง. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 13(4): 598–607, 2562.

สุภาวดี วงศ์ภักดี. พฤติกรรมสุขภาพและการป้องกันการกลับมารักษาซ้ำในผู้ป่วยโรคปวดหลังเรื้อรัง. วารสารสุขภาพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. 10(1): 22–30, 2563.

ณภัชดา ศิริมาสกุุล. ผลของโปรแกรมการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ที่่มีต่อ พฤติกรรมการดูแลตนเองและอาการปวดของผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. 30(2): 2565.

จิรฉัตร ตั้งเจริญสมุทร, อรพรรณ ชัยมณี และ วรรณา จงจิตรไพศาล. ภาระอาการปวดหลังส่วนล่างเนื่องจากการทำงานในประเทศไทย ปี พ.ศ.2560. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย. 9(3): 326-336, 2562.

นิรุติ ผึ่งผล, วราภรณ์ รัตนพาหิระ, สุพรรษา สุขสมทรง และ ชลบุษ ทับทิมทอง. ปัจจัยทำนายความตั้งใจป้องกันโรคปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างของผู้ป่วยในคลินิกแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี. วารสารเครือข่ายส่งเสริมการวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 4(2): 33-43, 2564.

Linda Karoliina Nieminen, Liisa Maria Pyysalo and Markku Juhani Kankaanpaa. Prognostic factors for pain chronicity in low back pain: a systematic review. Pain report. 6(2021): 1-17, 2021.

ณัฐพงศ์ ศรีสุขโข, พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล, สิทธิพันธุ์ ไชยนันท์ และ นาถนัดดา มรกตศรีวรรณ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนล่างของบุคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สังกัดกรุงเทพมหานคร. วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์. 17(1): 84-112, 2564.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-10-14

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย