การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเต็มใจของผู้ป่วยในการเข้ารับบริการทันตกรรมที่คลินิกฝึกปฏิบัติของนักศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก

ผู้แต่ง

  • ขวัญแก้ว ศรีบัวรินทร์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก
  • ภรภัทร อ่อนเกตุ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก
  • สิทธิชัย เคหะพุฒ
  • เมธิณี อินทรเทศ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก
  • พัชราภรณ์ ดีกัง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.พิษณุโลก

คำสำคัญ:

ความเต็มใจ, แรงจูงใจภายใน, แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพ, การเข้ารับบริการทันตกรรม

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

          การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ การรับรู้ และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความเต็มใจของผู้ป่วยในการเข้ารับบริการทันตกรรมที่คลินิกฝึกปฏิบัติของนักศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างคือผู้เข้ารับบริการจำนวน 183 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานโดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression analysis) ภายใต้กรอบทฤษฎีแบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) และทฤษฎีแรงจูงใจและสุขภาพ (Self-Determination Theory)

        ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.6 อายุ 18–26 ปี ร้อยละ 59.0 ระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 60.7 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 47.5 และมีสถานภาพโสด ร้อยละ 76.5 มีระดับการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 69.0 และมีแรงจูงใจภายในเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 87.7 ผู้รับบริการส่วนใหญ่มีความเต็มใจระดับมากที่สุด ร้อยละ 75.4 และยินดีที่จะเข้ารับบริการซ้ำ ร้อยละ 78.7 การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเต็มใจของผู้ป่วย ได้แก่ แรงจูงใจภายใน (Beta = 0.236) สถานภาพสมรส (หย่าร้าง/หม้าย) (Beta = -0.236) อายุ 51–60 ปี (Beta = 0.204) การรับรู้อุปสรรค (Beta = 0.181) และอายุ 27–34 ปี (Beta = 0.149) ปัจจัยทั้ง 5 ตัวสามารถอธิบายความเต็มใจของผู้ป่วยในการเข้ารับบริการได้ร้อยละ 18.0 (Adjusted R = 0.180) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

       ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การเสริมสร้างแรงจูงใจภายในและการลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคลินิกฝึกปฏิบัติของนักศึกษา เพื่อนำไปสู่การเพิ่มการใช้บริการทันตกรรมและการยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพช่องปากของประชาชน

เอกสารอ้างอิง

กองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ. การสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2566. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, 2566.

ศรัณยา ณัฐเศรษฐสกุล และคณะ. ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกรับบริการทางทันตกรรมจากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. วารสาร Mahidol R2R e-Journal. 5(1): 132-150, 2561.

บุญเกียรติ วัฒนเรืองรอง. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการทันตกรรมโรงพยาบาลของรัฐ ในจังหวัดสมุทรปราการ. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9. 12(28): 85-102, 2561.

Cochran, W.G. Sampling Techiques. New York : John Wiley & Sons. Inc, 1953.

Best, J. W. Research in education. 3. Prentice Hall, 1977.

Edward L. Deci and Richard M. Ryan. Intrinsic motivation and self-determination in human behavior. Springer Science & Business Media, 1985.

Shaw Hubbard and Portia Y. Cornell. Changes in dental care use following marital status change. Journal of Public Health Dentistry. 84(2): 155–162, 2024.

Gregg H. Gilbert et al. Social determinants of tooth loss. Health Services Research. 39(6p1): 1951–1962, 2004.

Gary D. Slade et al. Projections of U.S. edentulism prevalence following 5 decades of decline. Journal of Dental Research. 93(10): 959–965, 2014.

WM Thomson et al. Long-term dental visiting patterns and adult oral health. Journal of Dental Research, 89(3): 307–311, 2012.

Rosenstock. The Health Belief Model and preventive health behavior. Health Education Monographs, 2(4): 354–386, 1974.

เผยแพร่แล้ว

2026-10-23

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย