การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน จังหวัดอุตรดิตถ์

ผู้แต่ง

  • อายุส ภมะราภา โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

DOI:

https://doi.org/10.1016/hscr.v39i2.274393

คำสำคัญ:

ผู้สูงอายุ, โรคเบาหวาน, ความเสี่ยง, การดูแลสุขภาพตนเอง

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ โดยอิงจากวิถีชีวิต วัฒนธรรม และบริบทของชุมชนและประเมินผลรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเอง วัดผลลัพธ์ระดับนํ้าตาลในเลือด รอบเอว และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน จังหวัดอุตรดิตถ์
วิธีการศึกษา: วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มุ่งเน้นศึกษาผลของ กิจกรรมตามรูปแบบ
การดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยประยุกต์ทฤษฎีส่งเสริมสุขภาพของแพนเดอร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาพผู้สูงอายุ, แบบสัมภาษณ์เชิงลึก, แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมและแบบสนทนากลุ่มวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (Mixed Methods) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถสะท้อนถึงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ ใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์ค่าความถี่,และร้อยละของพฤติกรรมสุขภาพ คำนวณค่ามัชฌิมเลขคณิต (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ เปรียบเทียบระดับนํ้าตาลในเลือด รอบเอว ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม โดยดำเนินการในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานจำนวน 60 คน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ในพื้นที่รับผิดชอบตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
ผลการศึกษา: ผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในจังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่า รูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยพัฒนารูปแบบมาจากประสบการณ์ของกลุ่มตัวอย่างมาผสมผสานกับปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุและแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ (Pender, 1996) ได้รูปแบบที่มีกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม คือ ด้านอาหาร ปลูกผักสวนครัวรับประทานเอง เน้นการรับประทานผัก เนื้อปลา โดยการประกอบอาหารพื้นบ้านรับประทานอาหารเสริมที่ไม่มีรสหวาน ด้านอารมณ์ ส่งเสริมให้มีการร้องเพลงพื้นบ้าน ทำกิจกรรมในชุมชน ด้านการออกกำลังกายให้ออกกำลังกานด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยานต่อเนื่องครั้งละ 30 นาทีทุกวัน หรือออกกำลังกายร่วมกับชมรมผู้สูงอายุสัปดาห์ละ 3 วัน ด้านการพักผ่อน พักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนก่อน 4 ทุ่มและนั่งสมาธิก่อนนอนทุกวัน หลังการปฏิบัติตามรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในจังหวัดอุตรดิตถ์ ไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพตนเอง ส่งผลในเชิงบวกที่สำคัญต่อการปรับปรุงสุขภาพกายของกลุ่มตัวอย่างในหลายด้าน พบว่า ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ รอบเอวลดลง และปัญหาสุขภาพลดลงอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารูปแบบนี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดของเพนเดอร์ (Pender, 1996) ที่ระบุว่า ประสบการณ์ส่วนบุคคลและการรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมสุขภาพ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและการคงไว้ซึ่งพฤติกรรมของเพนเดอร์ (Pender, 1996)
สรุป: ผลลัพธ์ของการดำเนินการตามรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน จังหวัดอุตรดิตถ์ ส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมสุขภาพหลังจากปฏิบัติตามรูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองแยกรายด้าน อยู่ในระดับดีมาก ได้แก่การออกกำลังกาย ค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ 4.87 (S.D. = .345) การรับประทานผักค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ 4.83 (S.D. = .379) การสูบบุหรี่ ค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ 4.67 (S.D. = .884) การตรวจสุขภาพร่างกายค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ 4.57 (S.D. = .774) การดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ4.53 (S.D. = .730) ส่วนพฤติกรรมสุขภาพด้านอื่นอยู่ในระดับดี พบว่า ผู้สูงอายุจำนวน 52 คน (ร้อยละ 86.7) มีระดับนํ้าตาล
ในเลือดลดลงและกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ และค่าเฉลี่ยของคะแนนเท่ากับ 4.28 (S.D. = .268) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05

เอกสารอ้างอิง

National Statistical Office of Thailand. For executives entering the aging society and organizational structural changes during 2017-2027. Bangkok: National Statistical Office of Thailand; 2021.

Ministry of Public Health. Strategic plan for elderly health 2021–2030. Bangkok: Department of Health Publishing; 2020.

Siriwat A. Development of health care skills for patients with chronic diseases. Bangkok: Sukkapabdee Publishing; 2021.

Thongdee S. Health behaviors of elderly at risk of diabetes. J Nurs Sci. 2018;10(1):27-35.

Uttaradit Provincial Public Health Office. Elderly disease data. Uttaradit: Uttaradit Provincial Public Health Office; 2021.

Sombunchai W, et al. Study of factors influencing elderly health care in Thailand. J Public Health Acad. 2021;30(4):15-25.

Boonpitak P. Health promotion in the elderly. J Health Res. 2019;12(3):45-56.

Sriboonruang T. Factors affecting diabetes risk among the elderly in Northern Thailand. J Public Health Res. 2017;15(4):89-102.

National Health Security Office. Guidelines for the care of elderly at risk of chronic diseases. Bangkok: National Health Security Office; 2019.

Sinchai W. Effects of a health promotion program on self-care behaviors of elderly at risk of diabetes [Master’s thesis]. Chiang Mai: Chiang Mai University; 2021.

Pender NJ. Health promotion model. In: Pender NJ, Murdaugh CL, Parsons MA, editors. Health promotion in nursing practice. 6th ed. Boston: Pearson; 2011. p. 31-52.

Department of Medical Services, Ministry of Public Health. Elderly health assessment form. Bangkok: Department of Medical Services; 2021.

Streiner DL, Norman GR, Cairney J. Health measurement scales: A practical guide to their development and use. 5th ed. Oxford: Oxford University Press; 2015. p. 30-60.

Bland JM, Altman DG. Statistical methods for assessing agreement between two methods of clinical measurement. Lancet. 1986;327(8476):307-10. doi:10.1016/S0140-6736(86)90837-8.

Rovinelli RJ, Hambleton RK. On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch J Educ Res. 1977;2(2):49-60.

Polit DF, Beck CT. Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice. 10th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2017. p. 250-5.

World Medical Association. Declaration of Helsinki: Ethical principles for medical research involving human subjects. JAMA. 2013;310(20):2191-4. doi:10.1001/jama.2013.281053.

National Commission for the Protection of Human Subjects of Biomedical and Behavioral Research. The Belmont report: Ethical principles and guidelines for the protection of human subjects of research. Washington, D.C.: U.S. Government Printing Office; 1979.

Siriporn P, Thanita M. Participatory Action Research: A methodology for development and collaborative learning. J Educ Dev. 2020;12(3):45-58.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-03-21

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ภมะราภา อ. การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน จังหวัดอุตรดิตถ์. HSCR [อินเทอร์เน็ต]. 21 มีนาคม 2025 [อ้างถึง 8 มีนาคม 2026];39(2):66-78. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/hscr/article/view/274393

ฉบับ

ประเภทบทความ

Special Articles (บทความพิเศษ)
Bookmark and Share