Factors Related Obesity Behavior of Senior High School Students in Muang District, Chiang Rai Province.
Keywords:
Obesity Behavior, Obesity, Factor, StudentsAbstract
The objective of this research was to study obesity behavior and factors Related to obesity behavior, namely predisposing factors, enabling factors and reinforcing factors based on PRECEDE Model. The samples ware female and male students aged 15-18 years old of senior high school in Muang district, Chiangrai Province. A simple random sampling was used from 4 schools. Samples were 404 students. The instruments consisted of the knowledge regarding obesity test, attitude obesity questionnaires, access to health promotion services questionnaires, obtaining health information questionnaires, social support questionnaires and obesity behaviors questionnaires. Content validity index tested by the experts. Reliability coefficient were 0.81, 0.91, 0.88, 0.85, 0.80 and 0.82 respectively. Data were analyzed using descriptive statistics, Chi–square and Pearson’s Product Moment Correlation.
The results showed that samples had low risk level obesity behaviors. There was no significant relationship between predisposing factors and obesity behavior. Enabling factors for obtaining health information had a statistically significant positively relationship with obesity behaviors (r = .32, p < .01) and reinforcing factors for social support had a statistically significant positively relationship with obesity behaviors (r = .29, p < .01).
References
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. แผนพัฒนาสถิติสาขาสุขภาพฉบับที่ 1 พ.ศ. 2557–2558. คณะอนุกรรมการสถิติสาขาสุขภาพและคณะทำงานสถิติด้านสุขภาพ; 2558.
สำนักโภชนาการกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข.แนวทางการควบคุมป้องกันภาวะอ้วนในเด็กวัยเรียนพิมพ์ครั้งที่ 1 : สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2557.
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์.รายงานประจำปี 2560 กรมอนามัย : สำนักโรคไม่ติดต่อกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข; 2560.
สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.คู่มือการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยยึดชุมชนเป็นฐาน : ชุมชนลดเสี่ยง ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง.กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สำนักโรคไม่ติดต่อ; 2561.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. รายงานประจำปี 2561 : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน; 2561.
อดิษา สังขะทิพย์ และสวุลี โล่วิรกรณ. พฤติกรรมการบริโภคอาหารและภาวะโภชนาการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนในตำบลกุดปลาดุก อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม.วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2560; 19(1) มกราคม–เมษายน : 178 – 89 .
รักมณี บุตรชน และคณะ. การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการควบคุมการโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพทางโทรทัศน์ :โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ; 2560.
สุนทรี รัตนชูเอก และคณะ.แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและรักษาโรคอ้วนในเด็ก พ.ศ. 2557. ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย; 2557.
สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยยึดชุมชนเป็นฐานชุมชนลดเสี่ยงลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. ฉบับปรับปรุง :ครั้งที่ 1 พิมพ์ 2561.กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สำนักโรคไม่ติดต่อ; 2561.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.รายงานประจำปี2561สำนักงาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. [ออนไลน์]. (2560).[เข้าถึงเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562]. เข้าถึงได้จากhttp://online.anyflip.com/dwnyn/bhf/mobile/index.html.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย.รายงานประจำปี 2561. งานระบาดวิทยากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย. เชียงราย : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย; 2562.
Green,L.W., & Kreuter, M. W. Health Program Planning an Educational and Ecological Approach. New York: Quebecor World Fairfield; 2005.
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. เทคนิคการสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพฯ : B & B Publishing; 2543.
พรประภา ขุนวิชิต. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเสี่ยงโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน จังหวัดปราจีนบุรี [วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต].นครปฐม:มหาวิทยาลัยมหิดล; 2559.
กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข.เกณฑ์อ้างอิง น้ำหนัก ส่วนสูง และเครื่องชี้วัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทยอายุ1วัน-19 ปี. [ออนไลน์]. (2542). [เข้าถึงเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์2562].เข้าถึงได้จากhttp://www.rajini.ac.th/ nurse/test.pdf.
Bloom, B. Mastery learning. New York: Holt, Rinehart & Winston; 1971.
บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. ระเบียบวิธีการวิจัยทางพยาบาลศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ : ยูแอนด์ไออินเตอร์มีเดีย; 2547.
ปกรณ์ประจัญบาน. ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์.พิษณุโลก: รัตนสุวรรณการพิมพ์; 2552.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ.การสำรวจสภาวะทางสังคมวัฒนธรรมและสุขภาพจิต พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ : สำนักงานสถิติแห่งชาติ; 2561.
ปวีณภัทร นิธิตันติวัฒน์ และวรางคณา อุดมทรัพย์. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุ่นไทยผลกระทบและแนวทางแก้ไข.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี 2560; 1 มกราคม - มิถุนายน 2560 ; 28: 122 – 28.
ศศิธร ตันติเอกรัตน์ และอภิชัย คุณีพงษ์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะน้ำหนักเกินของนักเรียนประถมศึกษาโรงเรียนรัฐบาล. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย 2560; 7(3): 272 – 79.
สุทธิชา สายเมือง. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเกิดภาวะอ้วนในกลุ่มเด็กระดับประถมศึกษาตอนต้น อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร. นเรศวรวิจัย ครั้งที่ 12: วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาประเทศ 2559; 12 : 706 – 20.
วรรณภา เล็กอุทัย. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคอ้วนในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีในจังหวัดเชียงใหม่.วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข2554; 5(3) : 299 – 306.
ไฉไล เที่ยงกมลและคณะ.พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6.วารสารพยาบาลตำรวจ 2558; 7(2) กรกฎาคม-ธันวาคม: 1 – 15.
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการควบคุมป้องกันภาวะอ้วนในเด็กวัยเรียน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2557.
สุภาพร พรหมดี.ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร. Kasetsart Journal of Social Scienes 2560; 1 (38) มกราคม – เมษายน : 435 – 44.
วาริณี เอี่ยมสวัสดิกุล. การสร้างเสริมสุขภาพในสถานศึกษา. วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ 2561; 11(2) : 1 – 11.
Downloads
Published
How to Cite
Issue
Section
License
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา กระทรวงสาธารณสุข
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา และบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว