การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นวัณโรคในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยางลุ่ม ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
คำสำคัญ:
ผู้สูงอายุ, วัณโรค, รูปแบบการดูแลบทคัดย่อ
วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน การดูแลอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาวัณโรคในผู้สูงอายุ พัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นวัณโรค และประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบฯ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยางลุ่ม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มี 2 กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้ให้บริการที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาฯ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 97 คน และกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่ร่วมคัดกรองวัณโรค 870 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และการคัดกรองด้วยเอกซเรย์ปอด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า มีอาการสงสัยวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง 18 คน (2.10%) น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ 15 คน (1.70%) และไข้เรื้อรัง 6 คน (0.70%) ผลเอกซเรย์ปอดพบภาวะปอดผิดปกติ 92 คน (10.60%) และผลการวินิจฉัยโดยแพทย์สงสัยวัณโรค 27 คน (3.10%) ส่งเสมหะตรวจด้วยเทคนิค GeneXpert เพื่อวินิจฉัย พบผู้ป่วยวัณโรค 2 คน นำไปสู่การพัฒนาโมเดล "ยางลุ่ม 5G" ประกอบด้วย G1: Go คัดกรองเชิงรุก, G2: Gather Access การเข้าถึงบริการรักษา, G3: Gather Support สนับสนุนจากชุมชนและครอบครัว, G4: Guard ติดตามผลการรักษา และ G5: Grade Improvement การประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากนำโมเดลไปใช้ พบว่าผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นวัณโรครักษาหายขาด ร้อยละ 100 (2 ราย) ความพึงพอใจของผู้ให้บริการอยู่ในระดับมากที่สุด (คะแนนเฉลี่ย 5.83) โมเดลนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล ลดอัตราการขาดยา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ถือเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นเพื่อสนับสนุนการควบคุมวัณโรคอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค. แนวทางปฏิบัติการควบคุมวัณโรค. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2564.
องค์การอนามัยโลก. การติดตามสุขภาพสำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน: เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs). เจนีวา: องค์การอนามัยโลก; 2559.
วิลาวัลย์ สุขยา, จิรพันธุ์ อินยาพงษ์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตระหว่างการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี 2564;19(2):80-92.
สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค. แนวทางการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ ประเทศไทย พ.ศ. 2561. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2561. หน้า 18.
สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค. แนวทางดำเนินงานโครงการควบคุมวัณโรคแห่งชาติ ประเทศไทย 2561. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2561. หน้า 21.
Prochaska JO, DiClemente CC. Stages and processes of self-change of smoking: Toward an integrative model of change. J Clin Psychol. 1983;51(3):390-5.
Bandura A. Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Englewood Cliffs: Prentice-Hall; 1986.
Rifkin SB. Examining the links between community participation and health outcomes: A review of the literature. Health Policy Plan. 2014;29(2):98-106.
Kemmis S, McTaggart R. The action research planner. 3rd ed. Victoria: Deakin University Press; 1988.
Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas. 1970;30(3):607-10.
World Health Organization. Community involvement in tuberculosis care and prevention: towards partnerships for health. Geneva: World Health Organization; 2008.
Ferlie E, Fitzgerald L, McGivern G. Managing complex health care problems: a case study of health service network administration. Oxford University Press; 2013;20(1):1-17.
Getahun H, Matteelli A, Abubakar I, et al. Management of latent Mycobacterium tuberculosis infection: WHO guidelines for low tuberculosis burden countries. Eur Respir J. 2015;46(6):1563-76.
Lönnroth K, Andersen PH, Thomsen VØ, et al. Community involvement in tuberculosis care: patient support and treatment success promotion. Int J Tuberc Lung Dis. 2013;17(1):14-21.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีและบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว