การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากการรับสัมผัสฟอร์มัลดีไฮด์ ทางการหายใจของเจ้าหน้าที่ผ่าและรักษาศพ
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำ เจ้าหน้าที่ผ่าและรักษาศพ เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการรับสัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ วัตถุประสงค์ ของการศึกษานี้ ทำเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากการสัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์ของเจ้าหน้าที่ผ่าและรักษาศพ วิธีการ ประกอบด้วย 1) การตรวจวัดการรับสัมผัสฟอร์มัลดีไฮด์ที่ระดับหายใจของเจ้าหน้าที่ด้วยอุปกรณ์เก็บตัวอย่างอากาศแบบติดตัวบุคคล ตลอดระยะเวลาการทำงาน และวิเคราะห์ปริมาณสารด้วยเทคนิคไฮด์เพอร์ฟอร์แมนซ์ ลิควิคโครมาโตกราฟี ตามวิธีมาตรฐาน NIOSH Manual of Analytical Method number 2016 และ 2) เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลักษณะการทำงาน ด้วยแบบสอบถาม จากนั้นประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตามแนวทางของ United States Environmental Protection Agency (U.S. EPA) ผลการวิจัย ปริมาณการรับสัมผัสฟอร์มัลดีไฮด์ทางการหายใจเฉลี่ยของเจ้าหน้าที่ เท่ากับ 0.034 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (0.002-0.200 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ค่าเฉลี่ยความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปัจจุบัน เท่ากับ 1.97x10-4 และหากทำงานในหน้าที่นี้จนเกษียณ ค่าเฉลี่ยความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง เท่ากับ 5.04x10-4 ซึ่งอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ ตามมาตรฐาน U.S.EPA สรุป เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพของเจ้าหน้าที่ผ่าและรักษาศพ จึงควรมีมาตรการป้องกัน อาทิ จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานเพื่อลดระดับการรับสัมผัสสาร รวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมระหว่างปฏิบัติงานกับสารฟอร์มัลดีไฮด์
Downloads
Article Details
บทความในวารสารนี้อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ กรมแพทย์ทหารบก และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)
ท่านสามารถอ่านและใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา และทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตอย่างเหมาะสมแก่ผู้เขียนและวารสาร
ห้ามใช้หรือแก้ไขบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนอย่างเต็มที่
การนำบทความไปเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบสาธารณะอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร