การทดลองใช้งานและประเมินผลสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำ เหตุการณ์ชายแดนภาคใต้ได้สร้างความสูญเสียอย่างมากต่อกำลังพล โดยการบาดเจ็บที่มีการเสียเลือดมากบริเวณแขนหรือขานั้นเป็นการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย การใช้สายรัดห้ามเลือด (tourniquet) เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยห้ามเลือดได้ดีและป้องกันการเสียชีวิตได้ แต่สายยางรัดห้ามเลือด (elastic rubber tourniquet) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อเสียอยู่ สายรัดห้ามเลือดแบบใหม่นี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อ ให้สามารถห้ามเลือดได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้นกว่าสายรัดแบบเดิม วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระยะเวลาที่ใช้ในการห้ามเลือดบริเวณแขนและขา เปรียบเทียบระหว่างสายยางรัดห้ามเลือดแบบเดิม และสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติ และประเมินความพึงพอใจในการใช้งานสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล วิธีดำเนินการ รูปแบบเป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง ในนายสิบเสนารักษ์ โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก โดยเปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ในการหยุดเลือดบริเวณแขนและขา ระหว่างสายยางรัดห้ามเลือดแบบเดิมและสายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบใหม่ โดยศึกษาระยะเวลาในรูปแบบการห้ามเลือดด้วยตนเอง และการห้ามเลือดให้ผู้อื่น รวมถึงประเมินความพึงพอใจของการใช้สายรัดห้ามเลือดแบบใหม่นี้ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด ใช้สถิติ Paired t-test ทดสอบความแตกต่างของระยะเวลาที่ใช้ในการรัดสายรัด โดยมีนัยสำคัญทางสถิติค่า p < 0.05 ระดับความพึงพอใจประเมินเป็นค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา ผู้เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 16 คน ในรูปแบบการห้ามเลือดด้วยตนเองพบว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการห้ามเลือดบริเวณแขนและขาระหว่าง 2 เครื่องมือ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.001 โดยการใช้สายรัดห้ามเลือดชนิดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล จะใช้ เวลาเฉลี่ยน้อยกว่าการใช้สายยางรัดแบบเดิมทั้งบริเวณแขนและขา โดยใช้เวลาเฉลี่ย 10.74 วินาทีบริเวณแขน และ 8.38 วินาทีบริเวณขา ในขณะที่สายยางรัดแบบเดิมใช้เวลาเฉลี่ย 23.84 วินาทีบริเวณแขน และ 17.57 วินาทีบริเวณขา ส่วนในรูปแบบการห้ามเลือดแบบผู้อื่นห้ามเลือดให้พบว่า การใช้สายรัดห้ามเลือดชนิดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกล ใช้เวลาเฉลี่ยน้อยกว่าการใช้สายยางรัดแบบเดิมบริเวณ แขนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.001 โดยใช้เวลาเฉลี่ย 8.55 วินาที เปรียบเทียบกับสายยางรัดแบบเดิมซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 13.31 วินาที แต่ระยะเวลาเฉลี่ยไม่แตกต่างกันที่บริเวณขา ส่วนระดับความพึงพอใจการใช้งานจากแบบประเมินอยู่ในเกณฑ์พอใจมากที่สุด สรุป สายรัดห้ามเลือดกึ่งอัตโนมัติแบบเฟืองกลที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถห้ามเลือดโดยใช้ระยะเวลาน้อยกว่าสายยางรัดห้ามเลือดแบบเดิม ทั้งบริเวณแขนและขา มีความเหมาะสมที่จะนำไปปรับใช้เป็นอุปกรณ์สนามเพื่อพกติดตัวกำลังพล และสามารถใช้ห้ามเลือดด้วยตนเองได้ เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้
Downloads
Article Details
บทความในวารสารนี้อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ กรมแพทย์ทหารบก และเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)
ท่านสามารถอ่านและใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา และทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตอย่างเหมาะสมแก่ผู้เขียนและวารสาร
ห้ามใช้หรือแก้ไขบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนอย่างเต็มที่
การนำบทความไปเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบสาธารณะอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
เอกสารอ้างอิง
[เข้าถึงเมื่อ9 ก.ค.2559]; เข้าถึงได้จาก: http://www.deepsouthwatch.org/node/7942.
วรสิทธิ์ ศรศรีวิชัย. รายงานสถานการณ์การเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Violence-related Injury Surveillance - VIS) ประจำเดือน มกราคม 2550 ถึง ธันวาคม 2552 [อินเทอร์เน็ต]. 2553 [เข้าถึงเมื่อ 9 ก.ค.2559]; เข้าถึงได้จาก: http://medipe2.psu.ac.th/~vis/report/VIS_Report_Jan07_Dec09.pdf
American College of Surgeons. PHTLS: Prehospital trauma life support. 8th ed. Massachusetts: Jones & Bartlett learning; 2016:218-43.
Bulger EM, Snyder D, Schoelles K, Gotschall C, Dawson D, Lang E, McSwain N. An evidence-based prehospital guideline for external hemorrhage control: American College of Surgeons Committee on Trauma. Prehospital Emergency Care. 2014;18:163-73.
American College of Surgeons. ATLS: Advanced trauma life support, student course manual. 9th ed. Illinois: Hearthside Publishing Services; 2012.
National Association of Emergency Medical Technicians (NAEMT). Tactical combat casualty care guidelines for medical personnel [Internet]. 2016 [cited 2016 Jun 20]; Available from: http://www.naemt.org/education/TCCC/guidelines_curriculum
กองวิทยาการ กรมแพทย์ทหารบก. ค่มู ือปฏิบัติการพยาบาล นายสิบพยาบาลชกท. 911 และ ชกท. 912. พิมพ์ครั้งที่ 3. 2554.
สำนักงานระบบการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือวิทยากรหลักสูตรเวชกรรมฉุกเฉินระดับพื้นฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. 2556.
Walters TJ, Mabry R. Issues related to the use of tourniquets on the battlefield. Military Medicine. 2005;170:770-5.
Mabry R. Tourniquet use on the battlefield. Military Medicine. 2006;171:352-6.
Jeyaseelan S, Stevenson TM, Pfitzner J. Tourniquet failure and arterial calcification. Anaesthesia. 1981;36:48-50.
ธนานันต์ อิศรางกูร ณ อยุธยา. โครงการวิจัยนำร่องการพัฒนาสายรัดห้ามเลือดชนิดกึ่งอัตโนมัติ. กรุงเทพฯ: กองอุบัติเหตุและเวชกรรมฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า; 2555.
Hill JP, Montgomery LD, Hopper KW, Roy LA. Evaluation of Self-Applied Tourniquets for Combat Applications, Second Phase. NEDU TR 07-07, Navy Experimental Diving Unit, Apr 2007.