ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษของผู้ปกครองเด็กในจังหวัดอำนาจเจริญ

ผู้แต่ง

  • เอกชัย อินหงษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  • บวร ไชยษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  • ธีรวุฒิ เอกะกุล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

คำสำคัญ:

พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ, เด็กที่มีความต้องการพิเศษ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษและสร้างสมการพยากรณ์ที่ดีต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษของผู้ปกครองเด็ก ในจังหวัดอำนาจเจริญ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในความดูแลของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ขึ้นทะเบียน ประจำปี 2557 จำนวน 192 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามประกอบด้วย 4 ส่วนมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษของผู้ปกครองเด็ก ในจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีคะแนนมากที่สุด คือ ด้านการป้องกันโรค รองลงมา ได้แก่ ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ด้านโภชนาการ ด้านอารมณ์ และด้านการออกกำลังกาย ตามลำดับ 2. ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีในการพยากรณ์พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษของผู้ปกครองเด็ก ในจังหวัดอำนาจเจริญ มี 6 ตัวแปร ได้แก่ การได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขการรับรู้ความสำคัญของการดูแลสุขภาพการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลในครอบครัวความสัมพันธ์กับเด็ก พ่อ แม่ อาศัยอยู่กับ พ่อ แม่ และ ระดับการศึกษา อนุปริญญา, ปวส. ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 6 ตัว ร่วมกันสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษของผู้ปกครองเด็ก ในจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ร้อยละ 73.4  3. สมการพยากรณ์ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษของผู้ปกครองเด็ก ในจังหวัดอำนาจเจริญ สามารถเขียนในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y’ = 4.722+1.732X12+ 1.063X7 +1.090X10 +4.276X5_1 - 3.347X6_1 -5.772 X3_4 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z’ = .424Z12+.284Z7+ .19 Z10 + .127Z5_1 - .107Z6_1 - .101Z3_4

เอกสารอ้างอิง

เกศรา เสนงามและคนอื่นๆ. (2552). ภาวะสุขภาพและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพของเด็กที่รับบริการที่ฝ่ายพัฒนาเด็กปฐมวัย. สงขลานครินทร์ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

จิรวัฒน์ ธนนราพงศ์. (2550). ปัจจัยทางจิตสังคมในการทำนายพฤติกรรมการดูแลเด็กของมารดาที่มีบุตรออทิสติก. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

เฉลิม รัตนะโสภา. (2553).ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้พิการ จังหวัดอำนาจเจริญ. วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.

ดรุณี มูลคาภา. (2555). ผลการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพโดยครอบครัวมีส่วนร่วม. ขอนแก่น : ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 จังหวัดขอนแก่น.

ปริศนา ยิ่งราษฎร์สุข. (2550). พฤติกรรมการดูแลบุตรสมองพิการของมารดาและการสนับสนุนทางสังคมของครอบครัว. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา.

รุ่งทิพย์ สุจริตธรรม. (2550). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง ของผู้ป่วยวัณโรคที่มารับการรักษาวัณโรค ณ โรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ศรีลักษณ์ หังสสูต. (2551). การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการในชุมชน เรื่อง การฝึกผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์.

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดอำนาจเจริญ. (2556). เอกสารสรุปผลการดาเนินงาน ประจาปีการศึกษา 2556. อำนาจเจริญ : ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดอำนาจเจริญ.

สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ, สำนักงาน. (2555). ปัญหาสุขภาพและสุขภาวะผู้พิการ จังหวัดอำนาจเจริญ ปี 2555. อำนาจเจริญ : สานักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ.

สุภาวดี คากุณา. (2550). ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาต่อพฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครอง ในคลินิกส่งเสริมพัฒนาการโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.

อรุณ แสงแก้ว. (2550). พฤติกรรมการดูแลเด็กเล็กของผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร.

Barry, L.C. and others. (2006). “Social Support and Change in Health-Related Quality of Life 6 Months After Coronary Artery Bypass Grafting,” J Psychosom Res. 6 (February) : 185-193.

Carreno, J. and others. (2005). “A Health Promotion Programme in Adventist and Non- Adventist Women Based on Pender’ Model : A Pilot Study,” Public Health. 12 (June) : 346-355.

Cobb Sidney. (1979). “Social Support as a Moderator for life Stress,” Psychometric Medicine. 38 (September – October) : 300-312.

Femke, A Reijenga. (2008). “Disabled Working Life and Welfare State,” Conrad Annual Report. 10 (January) : 34.

Muhlenkamp, A.F. & Sayles, J.A. (1986) “Self – Esteem, Social Support and Positive Health Practices,” Nursing Research. 35, 6 : 334-338.

Murray,R.B. and Zentner, J.P. (1993). Assessment and Health Promotion for the Middle – aged Person : Nursing Assessment and Health Promotion Strategies through the Life Span. 5 thed. London : Appleton and Lange.

Pender. N.J, Murdaugh. C. L. & Parson M. A. (2002). Health Promotion in Nursing Practice. 4thed. New York : Prentice Hall.

Pender.N.J. (1987). Health Promotion in Nursing Practice. 2rded. East Norwalk : Appleton- century-crofts.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2016-06-01

รูปแบบการอ้างอิง

อินหงษา เ., ไชยษา บ., & เอกะกุล ธ. (2016). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษของผู้ปกครองเด็กในจังหวัดอำนาจเจริญ. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 5(1), 29–40. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ubruphjou/article/view/162175

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ