ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอดในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
คำสำคัญ:
ระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน, มารดาวัยรุ่นหลังคลอดบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ (Descriptive correlation research) เพื่อ ศึกษาหาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนของ มารดาวัยรุ่นหลังคลอด ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ที่มารับการตรวจหลังคลอดและพาบุตรมารับภูมิคุ้มกันโรค ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีบุตรอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 133 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้ประโยชน์ของนมแม่และวิธีการเลี้ยงลูกด้วย นมแม่ แบบสอบถามเจตคติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว แบบสอบถามการได้รับบริการสาธารณสุข แบบสอบถามทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว แบบสอบถามการได้รับคำแนะนำ/สนับสนุนจากบุคคลอื่น ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหา ซึ่งมีดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.94, 0.85, 0.89, 0.87 และ 0.90 ตามลำดับและทดสอบความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ 0.90, 0.85, 0.83, 0.84 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สันและสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของนมแม่และวิธีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เจตคติในการเลี้ยง ลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว การได้รับบริการสาธารณสุข ทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว การได้รับ คำแนะนำ/สนับสนุนจากบุคคลอื่น มีความสัมพันธ์ทางบวกกับระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนของมารดาวัยรุ่นหลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r= 0.75, 0.73, 0.30, 0.45 และ 0.68 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำผลของปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือนของมารดาวัยรุ่นหลังคลอด มาพัฒนาการพยาบาลและปรับปรุงระบบบริการให้มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการสร้างโปรแกรมการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวของมารดา วัยรุ่นให้มีระยะเวลายาวนานขึ้น
เอกสารอ้างอิง
บุญใจ ศรีสถิตนรากูร. (2547). ระเบียบวิธีการวิจัยทางการพยาบาลศาสตร์. กรุงเทพฯ : ยูแอนด์ไอ อนเตอร์มีเดีย.
พิมลวรรณ ตรียะโชติ. (2546). ผลของการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ต่อการรับรู้อุปสรรค ความพึงพอใจและ พฤติกรรมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่น. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการ พยาบาลครอบครัว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
มยุรา เรืองเสรี. (2557). การสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จนถึงอายุ 6 เดือน ของมารดา วัยรุ่นหลังคลอด ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัด อุบลราชธานี. อุบลราชธานี : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชธานี.
ศิริธร พลายชุม. (2551). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาของมารดาวัยรุ่น. วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการผดุงครรภ์ขั้นสูง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม่.
ศิริภัณฑ์ จันทร์วัฒนภัณฑ์. (2544). ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมกับการปฏิบัติพัฒนกิจการเลี้ยงดูบุตร ของมารดาวัยรุ่นในระยะหลังคลอด. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลครอบครัว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.
สรชา ตันติเวชกุล. (2543). ผลของการพยาบาลระบบสนับสนุนและการให้ความรู้ต่อการรับรู้ความพึงพอใจและ พฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่น. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ พยาบาลแม่และเด็ก มหาวิทยาลัยมหิดล.
Chezem, J., Friesen, C. and Boettcher. J. (2002). “Breastfeeding knowledge, breastfeeding confidence, and infant feeding plans: Effect on actual feeding practice,” Journal of Obstetric Gynecological & Neonatal Nursing. 32 (1) : 40-47.
Groh-Wargo, S.L., Thomp, M.,& Cox, L.H. (2000). Nutritional care for high risk newborns. Chicago: Precept Press.
Olds, S. B., London, M. L., Ladewig, P. W., & Davison, M. (2004). Maternal-newborn nursing & women's health care. 7th ed. New Jersy: Pearson Prentice Hall.
Pillitteri, A. (2007). Maternal & child health nursing: Care of the childbearing & childbearing family. 5thed.
Philadelphia: J.B. Lippincott. Ryan,A. S., Wenjun, Z. and Acosta, A. (2002). “Breastfeeding continues to increase into the new millennium,” Pediatric. 110 (6) : 1103-1109.
Shaker, I.,Scott , J, A. and Reid, M. (2004). “Infant feeding attitudes of expectant parent: breastfeeding and formula feeding,” Journal of Advance Nursing. 45 (3) : 260-268.
Susin, L.R., Gluliani , E.S. and Kummer, S.E. (2005). “Influence of grandmothers on breastfeeding practice,” Revista de Saude Publicsa. 39 (2) : 141-147.
Wambach, K. A. and Cole,C. (2000). “Breastfeeding and adolescent,” Journal of Obstetric Gynecological & Neonatal Nursing. 29(3) : 282-294.
World Health Organization/United Nation Children’s Fund. (2002). Protecting, promotion and supporting breastfeeding a joint WHO/ UNICEF statement. Geneva: World Health Organization.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น