การพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ผ่านกระบวนการ วางแผนแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษา: ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
คำสำคัญ:
การพัฒนาบทบาทสตรี, ชุมชนปลอดบุหรี่, การมีส่วนร่วมบทคัดย่อ
การพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ผ่านกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วมเป็นการรวบรวมกลุ่มสตรีให้เข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ในชุมชนเพื่อก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการเข้ามาจัดทำแผนปฏิบัติการแบบมี
ส่วนร่วมในการพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ขึ้น การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยจะใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัญหาสถานการณ์การสูบบุหรี่ในชุมชน ศึกษาสภาพปัญหาของบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่และเพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ ซึ่งได้กำหนดแผนปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Action plan) เพื่อสร้างและพัฒนาบทบาทของสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ โดยทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์จากเนื้อหาของข้อมูล (Content analysis) ที่ได้จากผู้ให้ข้อมูลจากการสุ่มโดยเจาะจง จำนวน 48 คน โดยใช้เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และใช้วิธีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action planning method) จากการศึกษาพบว่า การพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ผ่านกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วมมีสภาพปัญหาอยู่ 24 ประเด็น มาจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshops method) และคัดเหลือ 5 ประเด็นที่สำคัญเพื่อนำไปพัฒนาเป็นแผนโครงการที่เร่งด่วนที่ต้องนำไปแก้ไขต่อไป ซึ่งผู้วิจัยได้สรุปวิเคราะห์เนื้อหาประเด็นออกเป็น 2 ปัญหา คือ (1)ปัญหาอุปสรรคทางอ้อม ได้แก่ ปัญหาด้านสุขภาพ สังคมกฎหมาย (2) ปัญหาอุปสรรคโดยตรง ได้แก่ บทบาทสตรีถูกจำกัดด้วยค่านิยมว่าสตรียังไม่มีความสามารถเท่ากับผู้ชาย และในเรื่องของบทบาทในการเป็นผู้นำของชุมชนควรจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย จึงทำให้สตรียังได้รับการจำกัดในการมีบทบาทในชุมชน
โดยสรุปแผนปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ในตำบลปาฝา ทำให้เกิดการพัฒนาบทบาทของสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่โดยการสร้างบทบาท และการมีส่วนร่วมของกลุ่มสตรีในชุมชน ในทุกกระบวนการเพื่อกำหนดแผนแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ และเป็นการสร้างภาคีเครือข่ายของกลุ่มสตรีให้มีบทบาทหน้าที่ทางสังคมมากขึ้น มีสิทธิ และความเสมอภาคเท่าเทียมกับผู้ชาย รวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กำหนดนโยบายชุมชน สังคมในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ และเพื่อเป็นแนวทางให้กับชุมชนอื่นที่จะนำแผนพัฒนาแนวทางในการมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนปฏิบัติงานแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาบทบาทสตรีในการเสริมสร้างชุมชนปลอดบุหรี่ ไปปรับใช้หรือปฏิบัติตามได้ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
มหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคมวิทยาการพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
จีระศักดิ์ เจริญพันธ์ และคณะ. (2551). หนังสือประกอบงานอีสานสร้างสุข ปี 51-52 รายงานสุขภาวะคนอีสาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). อุบลราชธานี: วีแคนเซอร์วิสเอ็กซ์เพรส.
ธนะพัฒน์ ทักษิณทร์. (2553). ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ของผู้มาใช้บริการสถานีขนส่งจังหวัดมหาสารคาม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ยุพยง วงศ์ฟั่น. (2544). ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของครอบครัวกับการสูบบุหรี่ของนักศึกษาชายวิทยาลัยสังกัดกรมอาชีวศึกษา เขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่.
ระบบสถิติทางการทะเบียน สำนักงานบริหารทะเบียน กรมการปกครอง. (2559). สำมะโนประชากรจังหวัดร้อยเอ็ด ปี พ.ศ. 2559.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2559). สถิติจำนวนผู้สูบบุหรี่ในปี พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2559). การสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2557. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
สำนักส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว. (2558). สำรวจข้อมูลการละเมิดสิทธิสตรีในประเทศไทย. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558.
สุชาดา ตั้งทางธรรม. (2540). เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องบุหรี่. ในสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. วารสารการวิจัยระบบสาธารณสุข, 5(3), 190-203.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น