แรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลติดดาวของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด
คำสำคัญ:
รพ.สต.ติดดาว, แรงจูงใจ, ปัจจัยจูงใจ, ปัจจัยค้ำจุน, การปฏิบัติงาน, เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบทคัดย่อ
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คุณลักษณะส่วนบุคคลและแรงจูงใจที่มีผลต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลติดดาวของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 219 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 13 คน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถามโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน วิเคราะห์หาความเที่ยงมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาช 0.97และนำแต่ละข้อคำถาม
มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2561ถึงวันที่ 30 เมษายน 2561 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอนุมานหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
จากการศึกษา พบว่า ประชากรส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ 71.2 อายุระหว่าง 41-50 ปี ร้อยละ 30.6 สถานภาพสมรส ร้อยละ 63.0 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 84.0 รายได้ 10,000–20,000บาท ร้อยละ 34.7 ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน 1–10 ปี ร้อยละ 40.6 การปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.72 (S.D.= 0.46) ภาพรวมแรงจูงใจอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.78 (S.D.= 0.30) คุณลักษณะส่วนบุคคลด้านประสบการณ์ในการฝึกอบรมตามมาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลติดดาว
มีความสัมพันธ์ระดับต่ำทางบวกกับการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลติดดาวของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนแรงจูงใจมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.679, p-value <0.001) โดย ปัจจัยด้านความรับผิดชอบ ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว ด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านลักษณะของงานด้านความมั่นคงในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านตำแหน่ง (พยาบาลวิชาชีพ) สามารถพยากรณ์การการปฏิบัติงานตามมาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลติดดาวของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ร้อยละ 58.0 (R2 =0.580, p-value<0.001)ปัญหาอุปสรรคที่พบส่วนใหญ่คือ ปัจจัยค้ำจุนด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ร้อยละ 54.30
เอกสารอ้างอิง
เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2553). การจัดการสมัยใหม่. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: ทวิปเพิ้ล กรุ๊ป.
พีระภัทร ไตรคุ้มดัน. (2560). ปัจจัยทางการบริหารที่มีผลต่อการใช้โปรแกรมระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (HOSxP_PCU) ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจังหวัดนครราชสีมา. การศึกษาอิสระปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
พรพิมล จิตธรรมมา, ชนะพล ศรีฤาชา. (2558). การสนับสนุนจากองค์การที่มีผลต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วระดับอำเภอ จังหวัดอุดรธานี. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น, 22(1), 9–21.
รัชนีกร อะโน และประจักร บัวผัน. (2558). การดำเนินงานตามเกณฑ์คุณภาพและผลงานบริการปฐมภูมิ ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 8(2), 117–127.
ลักษณาพรรณ แก้วมูลมุข. (2560). ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดขอนแก่น. การศึกษาอิสระสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารสาธารณสุข บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2560). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่สิบสอง พ.ศ. 2560 – 2564. กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด. (2556). การตรวจและนิเทศงานกระทรวงสาธารณสุข. ร้อยเอ็ด: สำนักงาน. (เอกสารอัดสำเนา).
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด. (2560). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพจังหวัดร้อยเอ็ด ปี 2560 – 2564. ร้อยเอ็ด: สำนักงาน (เอกสารอัดสำเนา).
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. (2560). รายละเอียดตัวชี้วัดกระทรวงสาธารณสุขประจำปีงบประมาณ 2560. นนทบุรี: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์.
อรุณ จิรวัฒน์กุล. (2551). ชีวสถิติสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 3. ขอนแก่น: ภาควิชาชีวสถิติและประชากรศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavior science. 2nded. New Jersey: Lawrence Erlbaum Associates.
Schermerhorn, J.R., Hunt, G., Osborn, N. (2003). Organizational behavior. Danver: Wiley.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น