ปัจจัยทางด้านพฤติกรรมในการป้องกันโรคกับการอุบัติซ้ำของโรคไข้เลือดออก ของประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงปี พ.ศ. 2555-2557
คำสำคัญ:
โรคไข้เลือดออก, การอุบัติซ้ำ, ปัจจัยทางด้านพฤติกรรม, การป้องกันโรคบทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการอุบัติซ้ำของโรคไข้เลือดออกของประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงปี พ.ศ. 2555-2557 ของเขตพื้นที่อำเภอเขมราฐ อำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร ในกลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ ที่มีอายุ 15-24 ปี ที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยวิธีการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบอย่างง่ายตามรายชื่อในทะเบียนของโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอทั้ง 3 แห่ง โดยมีรูปแบบการศึกษาเป็นแบบ Community-base case-control study ซึ่งผลการศึกษา พบว่าความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้เลือดออก ในประเด็นที่คนส่วนใหญ่คิดว่ายุงลายมักออกหากินเวลากลางคืน ซึ่งเป็นความรู้ความเข้าใจที่ผิดทั้งในกลุ่ม Cases และ Controls คิดเป็นร้อยละ 98.10 และ 97.14 ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาเบื้องต้นต่ออาการและอาการแสดงของโรคไข้เลือดออกในประเด็นของการให้ความสำคัญกับการเช็ดตัวลดไข้ (OR=0.51; p-value=0.03) จะช่วยป้องกันอาการรุนแรงถึงชีวิตของผู้ป่วยได้ รวมถึงความเข้าใจในการจัดการสิ่งแวดล้อมทางกายภาพของกลุ่มเสี่ยงยังค่อนข้างอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ การมีแหล่งน้ำขังในบ้านเรือนเป็นสิ่งที่ไม่ดี การกำจัดแหล่งน้ำขัง เรามีความจำเป็นจะต้องสำรวจและกำจัดแหล่งน้ำขังเป็นประจำ และการตรวจหาลูกน้ำในตุ่ม/โอ่งเก็บน้ำในครัวเรือน ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญในการระบาดของโรคไข้เลือดออกในครั้งนี้สิ่งสำคัญตามหลักของระบาดวิทยาน่าจะเกิดจากตัวปัจจัยทางด้านบุคคลเอง (Person) และปัจจัยด้านสถานที่ (Place) ในส่วนของการจัดการสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อการระบาดของโรคไข้เลือดเป็นสำคัญ
เอกสารอ้างอิง
คำนวณ อึ้งชูศักดิ์. (2549). หลักวิชาและการประยุกต์ระบาดวิทยาสำหรับผู้บริหารสาธารณสุข. หนังสือประกอบการเรียนหลักสูตร Mini M.M. in Health. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล.
ชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี. (2554). การประยุกต์วิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา: โรคไข้เลือดออก. เอกสารประกอบการอบรมการพยากรณ์โรคด้วยสถิติอนุกรมเวลา.
สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง. (2557). ฐานข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ในศูนย์ข้อมูลเชื้อมาลาเรียดื้อยาและสถานการณ์โรคติดต่อนำโดยแมลงในแหล่งท่องเที่ยว. [ออนไลน์]. [ค้นเมื่อ 2557 กรกฎาคม 15]. Available from: http://www.thaivbd.org/drugtravel/db/travels.
สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2556). สถานการณ์ไข้เลือดออกไข้เลือดออกช็อกและไข้เดงกี ประเทศไทย พ.ศ. 2556. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค. (2557). รายงานการตรวจหาซีโรทัยป์ไวรัสไข้เลือดออก ปี 2548-2555.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข [ออนไลน์]. [ค้นเมื่อ 2557 กรกฎาคม 02]. Available from: http://www.webdb.dmsc.moph.go.th/ ifc_nih/ez.mm_main.asp (เอกสารดาวน์โหลด)
Hemungkorn M, Thisyakorn U, Thisyakorn C. (2007). Dengue infection: A growing global health threat. BioScience Trends, 1(2): 90-6.
Jelinek T. (2000). Dengue fever in international travelers. Clin Infect Dis. 31(1):144-7.
Massad E, Rocklov J, and Wilder-smith A. (2013). Dengue infections in non-immune travelers to Thailand. Epidemiol. Infect. 141:412-417.
Prommalikit O, Tangsathapornpong A, Thisyakorn U. (2011). Vaccine, Bangkok, 9th International Congress of Tropical Pediatrics.
Solomon T,Dung NM, Vavghm DW, et al. (2000). Neurological manifestations of dengue infection. Lancet. 335 (9209): 1053-9.
Wongkoon S, Jaroensutasinee M, and Jaroensutasinee K. (2012). Assessing the temporal modeling for prediction of dengue infection in northern and northeastern, Thailand. Tropical Biomedicine. 29(3):339-348.
Wongkoon S, Jaroensutasinee M, and Jaroensutasinee K. (2013). Weather factors influencing the occurrence of dengue fever in Nakhon Si Thammarat, Thailand. Tropical Biomedicine. 30(4):631-641.
Robert H F Riis, Thomas A Sellers. (2004). Epidemiology for Public Health Practice. 3rd. Edition. Sudbury, Massachusetts: Jones and Bartlett Publishers.
Miquel Porta. (2008). A Dictionary of Epidemiology. 5th Edition. New York : Oxford University Press.
Bonita, R., R. Beaglehole, T. Kjellstrom. (2006). Basic Epidemiology. 2nd Edition. Geneva: World Health Organization.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น