ผลของการใช้โปรแกรมการสอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อความรู้และทักษะของพยาบาลโรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
คำสำคัญ:
การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง, ความรู้และทักษะ, การเรียนรู้โดยสถานการณ์จำลองบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการสอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อความรู้และทักษะของพยาบาลที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้โปรแกรมการสอน 4 ชั่วโมง แบ่งเป็นการสอนตาม CPR Guideline 2015 1 ชั่วโมง, EKG 1 ชั่วโมง และปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง 2 ชั่วโมง ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 70 คน โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานและ
ขั้นสูง
ผลวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 34.23 ปี (S.D. =9.26) มีประสบการณ์ทำงานเฉลี่ย 11.41 ปี (S.D. =9.25) ส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ภายหลังการสอนพบว่า ระดับความรู้และทักษะของพยาบาลทั้งภายหลังการอบรมทันทีและภายหลังการอบรมสามเดือน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value <0.001) เมื่อผ่านการสอนไปแล้วสามเดือน ระดับความรู้ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.6) แต่ระดับทักษะลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.004)
ดังนั้น โปรแกรมนี้จึงทำให้ความรู้และทักษะของพยาบาลเพิ่มขึ้น และแม้ระดับความรู้ยังคงอยู่แต่ทักษะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปแล้วสามเดือน จึงควรมีการฝึกทักษะเป็นประจำในทุกสามเดือน
เอกสารอ้างอิง
ธารีทิพย์ นันทรักษ์ชัยกุล, สุธัญญา นวลประสิทธิ์, อรพิณ ฐิติตานนท์. (2549). การติดตามผลพยาบาลวิชาชีพผู้เข้าฝึกอบรมโครงการการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11. 20(1), 1-8
สุภามาศ ผาติประจักษ์. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ การรับรู้สมรรถนะของตนเองในการปฏิบัติการช่วยฟื้นชีวิตขั้นพื้นฐานและความสามารถในการกดหน้าอกในนักศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรี. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 35 (1): 119 – 140.
อุรา แสงเงิน, สุพัตรา อุปนิสากร, ทิพมาส ชิณวงศ์. (2555). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และทักษะในการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 32(1): 1-10
American Heart Association. (2015). 2015 AHA Guidelines update for CPR and ECC. Dallas: American Heart Association
Bandura A. (1978). Self Efficacy: toward a unifying theory of behavioral change. Psychological review. 84(2), 191-215.
Bandura, A. (1989). Social Cognitive Theory. Greenwich: JAI Press.
Boonmak P, Boonmak S. (2556). Medical Simulation the Way to Improve Patient Care. Srinagarind Medicine Journal. 25(suppl), 80-5.
Boyde M, Wotton K. (2001). A review of nurses’ performance of cardiopulmonary resuscitation at cardiac arrests. Journal for Nurses in Staff Development. 17(5). 248–55.
Broomfield R. (1996). A quasi - experimental research to investigate the retention of basic cardiopulmonary resuscitation skills and knowledge by qualified nurse following a course in professional development. Journal of Advanced Nursing. 23, 1016-23.
Cant RP, Cooper SJ. (2010). Simulation-based learning in nurse education: systematic review. Journal of Advanced Nursing. 66(1). 3-15
Devlin M. (1998). An evaluative study or the basic life support skill of nurse in an independent hospital. Journal of Clinical Nursing. 8(2), 201-5.
Go AS, Mozaffarian D, Roger VL, Benjamin EJ, Berry JD, Borden WB, et al. (2013). Heart disease and stroke statistics - 2013 update a report from the American Heart Association. Circulation. 127(1): e6-e245.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น