ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศของประชาชนในพื้นที่หมู่ 16 บ้านแม่กาห้วยเคียน ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
คำสำคัญ:
พฤติกรรมเสี่ยง, การถูกคุกคามทางเพศ, ประชาชนบทคัดย่อ
การศึกษาแบบพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศของประชาชนพื้นที่ หมู่ 16 บ้านแม่กาห้วยเคียน ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 282 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและอนุมานได้แก่ ร้อยละ และไคสแควร์ซึ่งมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.6 มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ร้อยละ 87.9 มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 56.0 และรายได้มากกว่า 5,001 บาทต่อเดือน ร้อยละ 44.0 สถานภาพโสด ร้อยละ 93.3 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 93.6 การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 84.0 เป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 79.8 มีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 61.3 เที่ยวสถานบันเทิง ร้อยละ 67.7 และอาศัยอยู่หอพัก/คอนโดมิเนียม ร้อยละ 72.0 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 56.4 ทัศนคติเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 69.5 เข้าถึงนโยบายด้านการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ ร้อยละ 75.5 และมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 79.1 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า เพศ (p = 0.009) สถานภาพ (p = 0.001) ศาสนา (p = 0.004) อาชีพ (p = 0.030) การดื่มแอลกอฮอล์ (p = 0.001) เคยเที่ยวสถานบันเทิง (p= 0.001) ทัศนคติเกี่ยวกับการถูกคุกคามทางเพศ (p = 0.006) และนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ (p = 0.001)
มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนอายุ รายได้ ระดับการศึกษา ที่อยู่อาศัย และระดับความรู้เกี่ยวกับพฤติกรมเสี่ยงต่อการถูกคุมคามทางเพศ ไม่มีความสัมพันธ์
สรุป พฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูง จากผลการวิจัยพบว่า ความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ มีเฉพาะทัศนคติและนโยบายที่มีความสัมพันธ์ ดังนั้นบุคคลในพื้นที่ควรได้รับความรู้และตระหนักถึงผลกระทบเกี่ยวกับการถูกคุกคามทางเพศให้สูงขึ้น และควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะในการป้องกันตัวของประชาชนในพื้นที่
เอกสารอ้างอิง
เกษร เกตุชู, วิไลพร กาเชียงราย, วิชานีย์ ใจมาลัย และชลลดา ไชยกุลวัฒนา. (2563). “รูปแบบการลดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในนักศึกษาระดับปริญญาตรี: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ,” วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ. 43(3): 124-134.
จุฑาทิพย์ พรมวงศ์, อโณทัย งามวิชัยกิจ, และยุทธนา ธรรมเจริญ. (2561).พฤติกรรมการใช้บริการผับและสถานบันเทิงรอบสถานศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารบัณทิตศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. 12(1):23-37.
จอมพลพิทักษ์ สันตโยธิน.(2563). การถูกคุกคามบนอินเทอร์เน็ต : ศึกษาปรียบเทียบมาตการทางกฎหมายในประเทศไทย อังกฤษ และสาธารณรัฐเกาหลี. วารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข. 6(2):365-381
ณภัคพงศ์ เฟื่อขุนทด. (2562). การนำนโยบายด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศหรือที่ทำงานไปปฏิบัติ : กรณีศึกษากองส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ กรมกิจการสตรีและสถานบันครอบครัว. 1-20.
นวลพรรณ ไม้ทองดี. (2559). การกีดกันเพศหญิงในการจ้างงานวิชาชีพชั้นสูง. วารสารพัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน์. 10(1): 8-27.
รณภูมิ สามัคคีคารมย์. และอารุญ เกตุสาคร. (2563). ศึกษาเรื่องการสำรวจความคิดเห็นต่อการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารสหศาสตร์. 20(2): 165-185.
โรงพยาบาลจังหวัดพะเยา. (2558). แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศในการทำงาน. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา.
สราญภัทร อนุมัติราชกิจ. (2563). โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างพลัง EMPOWERMENT สำหรับนักวิชาชีพ” หรือโครงการ “ผีเสื้อขยับปีก”.
สุฑาทิพย์ คำเที่ยง. (2562). การตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา. วารสารสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 5(9): 230-246.
สูติรัตน์ พีรยาวิจิตร. และประยงค์ แสนบุราณ. (2562). การนำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในสังคมไทย. วารสานมนุษยศาสตร์วิชาการ. 26(1): 376-399.
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านทุจริต กระทรวงสาธารณสุข. 1(2): 1-85.
หทัยรัตน์ มาประณีต. (2554). การศึกษาทัศนคติด้านความรุนแรงต่อสตรีของสตรีในชุมชนเมือง. วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา(สาขามนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์). 3(6): 162-177.
อนุช อาภาภิรม. (2543). ฉากความรุนแรงในยุคโลกาภิวัตน์. สถาบันวิถีทรรศน์. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ. (วช.): กรุงเทพฯ.
Cronbach, L. J. Coefficient Alpha and the Internal Structure of Test Psychometrika. 16(1951): 297-334.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. Determining sample size for researchactivities. Educational and Psychological Measurement. 30, 3(1970): 607-610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น