ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
คำสำคัญ:
พฤติกรรมการป้องกัน, โรคอ้วน , นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยชีวสังคม ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาล 3) ศึกษาอำนาจการทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2563 ภาคเรียนที่ 3 จำนวน 143 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบ และแบบสอบถาม ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .90 สำหรับแบบทดสอบหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR-20 มีค่าความยากอยู่ในช่วง .03-.75 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ในช่วง .22-.68 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาลมหาวิทยาลัยราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ในระดับมาก ( = 2.74 , S = .64) ตัวแปรที่ดีที่สุด ที่ร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาล มี 4 ตัวเรียงตามลำดับ ได้แก่ แรงสนับสนุนจากสถานศึกษา( X8) แรงสนับสนุนจากครอบครัว (X6) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน (X2) และ BMI(X1) ซึ่งตัวแปรทั้ง 4 ตัวร่วมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาล ได้ร้อยละ 28.40 (R2 adjust = .26) และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการทำนายเท่ากับ .55
สมการพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักศึกษาพยาบาล ซึ่งเขียนในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้
สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ
Y' = 1.14 + .34X8 + .22X6 -4.97X2 + .03X1
สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน
Z = .35Z8 + .24Z6 -.17Z2 + .16Z1
ข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยนี้มหาวิทยาลัยควรนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพโดยเฉพาะพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนเพื่อนักศึกษาพยาบาลที่จะเรียนจบไปเป็นพยาบาลที่ไม่อ้วนและมีสุขภาพดีต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แผนงานควบคุมโรคไม่ติดต่อปี 2560-2564. สืบค้นเมื่อ เมษายน 7, 2563, แหล่งที่มา https://anamai.moph.go.th/th.
กัลยาณี โนอินทร์.(2560).ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่นไทย.วารสารพยาบาลทหารบก,18(2).1-8.
ประคอง กรรณสูต. (2542). สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พรฤดี นิธิรัตน์ และสายใจ จารุจิตร .(2559). กระบวนการพยาบาลกับการดูแลสุขภาพชุมชน. กรุงเทพฯ: ธนาเพรส.
มัลลิกา จันทร์ฝั้น.(2557).การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพต่อโรคอ้วนของนิสิตสาขาวืชาสุขศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน.วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สุพิณญา คงเจริญ.(2560). โรคอ้วน: ภัยเงียบในยุคดิจิทัล. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , 11(2).23-9.
สมศักดิ์ ถิ่นขจี.(2559).พฤติกรรมการลดความอ้วนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี จังหวัดนนทบุรี.วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์,10(1).72-82.
อภิชัย คุณีพงษ์.(2560).ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินของนักศึกษาปริญญาตรี.วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ,10(37).58-66.
Cronbach, Lee. J.(1990). Essentials of Psychology Testing. 5th ed. New York : Harper Collins Publishers Inc.
Golden, N., Schneider, M., & Wood, C. 2016. “Preventing obesity and eating disorders in adolescents.”Pediatrics 138 (3): 16-49.
Green, L. W., & Kreuter, M.W. (2005). Health promotion planning: An education and environment approach. 4th ed. Calif: Mayfield.
Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research,2, 49-60.
World Health Organization. Global Strategy on Diet, Physical Activity and Health. [Internet] 2017 [Cited April 8,2017]; Available from: http://www.who.int/dietphysicalactivity/pa/en/.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น