การรับรู้ ความเชื่อ ทัศนคติและการสนับสนุนของผู้ปกครองนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ต่อการคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จังหวัดอุดรธานี
คำสำคัญ:
การรับรู้, ความเชื่อ, ทัศนคติและความเชื่อ, การสนับสนุนของผู้ปกครอง, การคุมกำเนิดบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) เพื่อศึกษาการรับรู้ ความเชื่อ ทัศนคติ และการสนับสนุนของผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ต่อการคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ และหาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ความเชื่อ ทัศนคติ และการสนับสนุนของผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่าง ได้รับการสุ่มแบบหลายขั้นตอน คำนวณขนาดตัวอย่างได้ทั้งหมด 297 คน ศึกษาระหว่างเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม 2564 รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป การรับรู้ ทัศนคติ ความเชื่อต่อการคุมกำเนิด และการสนับสนุนของผู้ปกครอง โดยมีเนื้อหาครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัยและผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ และทดสอบความเชื่อถือและปรับปรุง วิเคราะห์หาความถูกต้องโดยใช้ Cronbach’s Alpha Coefficient Method ได้ค่า 0.77 และทดสอบเชื่อมั่นโดยใช้วิธีการของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน แบบ KR20 ในส่วนการรับรู้ ได้ค่า 0.73 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา แสดงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วย Chi-Square test และในกรณีความถี่ของตัวแปรที่ศึกษาน้อยกว่าความถี่ที่คาดหวังใช้สถิติ Fisher’s Exact test
ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่มีการรับรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 91.6 มีความเชื่อและทัศนคติอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 96.97 และร้อยละ 73.73) และการสนับสนุนของผู้ปกครองต่อการคุมกำเนิดอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 86.87) แต่ยังไม่อยากให้บุตรหลานคุมกำเนิด โดยมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ควรสนใจเรื่องเรียนมากกว่า ส่วนด้านความสัมพันธ์พบว่าการรับรู้ ความเชื่อ และทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการสนับสนุนของผู้ปกครองฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P value < 0.05)
ดังนั้น จึงควรมีการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้ ความเชื่อ ทัศนคติของผู้ปกครองในการคุมกำเนิด เพื่อดูแลป้องกันบุตรหลานไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ระหว่างเรียนและเกิดผลเสียต่อสุขภาพกายใจและสังคมต่อไปในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
กัลยกร วรกุลลัฐานีย์, พรรณวดี ประยงค์ และรุจน์ โกมลบุตร. (2017). การประเมินผลกระบวนการ จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจทัศนคติและทักษะการสื่อสารเรื่องเพศของผู้ปกครองกับลูกวัยรุ่น. วารสารศาสตร์. 10(1): 91-91.
รัตติยา บัวชื่น. (2018). การรณรงค์การคุมกำเนิดในวัยรุ่น: บทบาทพยาบาลยุค 4.0. Journal of The Royal Thai Army Nurses. 19: 42-52.
สมจิต ยาใจ, วสิมล สุวรรณรัตน์, วราภรณ์ นองเนือง, สดับพินท์ พสุหิรัณย์, จันจิรา ใจดี และสุวารีหลิมเจริญ. การขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 โดยการมีส่วนร่วมของภาคีในระดับพื้นที่จังหวัดจันทบุรี. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9: วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม. 14(33): 035-051.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม. (2015). "การแก้ปัญหาวัยรุ่นท้องไม่พร้อม." .มติสมัชชาสุขภาพระดับพื้นที่.(ออนไลน์) เข้าถึงจาก: http://kbphpp.nationalhealth.or.th/handle/123456789/3120 เข้าถึงวันที่ 20 เมษายน 2563.
สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์. (2020). สถานการณ์อนามัยการเจริญพันธุ์ในวัยรุ่นและเยาวชน 2558. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
Aletha Y. Akers, Eleanor Bimla Schwarz, Sonya Borrero, and Giselle Corbie-SmithFamily. Discussions About Contraception and Family Planning: A Qualitative Exploration of Black Parent and Adolescent Perspectives. Perspect Sex Reprod Health. 2010 September ; 42(3): 160–167. doi:10.1363/4216010.
Kovavisarach, E., S. Chairaj, K. Tosang, S. Asavapiriyanont and U. Chotigeat (2010). "Outcome of teenage pregnancy in Rajavithi Hospital." Medical journal of the Medical Association of Thailand. 93(1): 1.
Organization, W. H. (2004). Adolescent pregnancy, World Health Organization. (Online) access from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/adolescent-pregnancy.Access to 20 September 2020.
Organization, W. H. and U. N. F. f. P. Activities (2008). Pregnant adolescent: delivering on global promises of hope. Geneva:/New York: WHO, UNFPA. http://whqlibdoc. who. int/publications/2006/9241593784_eng. pdf, cited.
Powwattana, A., P. Thammaraksa and S. Manora (2018). "Culturally grounded mother–daughter communication focused intervention for Thai female adolescents." Nursing & health sciences. 20(2): 214-223.
Rhucharoenpornpanich, O., A. Chamratrithirong, W. Fongkaew, B. A. Miller, P. K. Cupp, M. J. Rosati, H. F. Byrnes, K. A. Atwood and W. Chookhare (2012). "Parent–teen communication about sex in urban Thai families." Journal of health communication. 17(4): 380-396.
Sirikul Isaranurug, M., L. Mo-Suwan and C. Choprapawon (2006). "Differences in socio-economic status, service utilization, and pregnancy outcomes between teenage and adult mothers." J Med Assoc Thai. 89(2): 51-145.
Watcharaseranee, N., P. Pinchantra and S. Piyaman (2006). "The incidence and complications of teenage pregnancy at Chonburi Hospital." J Med Assoc Thai. 89(Suppl 4): S118-123.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น