การศึกษาผลการตรวจสอบคุณภาพเวชระเบียนของ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตสุขภาพที่ 5
คำสำคัญ:
การตรวจสอบ, คุณภาพเวชระเบียน, รหัสทางการแพทย์บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ สภาพปัญหาของการตรวจสอบเวชระเบียน 2) ศึกษาผลการสรุปเวชระเบียนของแพทย์ 3) ศึกษาผลการให้รหัสทางการแพทย์ของผู้ให้รหัสทางการแพทย์ และ 4) เปรียบเทียบค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ ก่อนการตรวจสอบกับหลังการตรวจสอบคุณภาพเวชระเบียนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างในขั้นตอนการสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ แพทย์ จำนวน 4 คน และผู้ให้รหัสทางการแพทย์ จำนวน 2 คน และกลุ่มตัวอย่างในขั้นตอนการเก็บข้อมูล ได้แก่ เวชระเบียนผู้ป่วยในที่ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 100 ฉบับโดยเป็นเวชระเบียนที่ถูกสุ่มทั้งหมดจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบเก็บข้อมูลการตรวจสอบเวชระเบียน ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.00 การเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน 2565 วิเคราะห์ข้อมูล โดยวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ และสถิติ Wilcoxon signed-ranks test
- ผลการวิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหาของการตรวจสอบเวชระเบียน พบว่า ปัญหาในการสรุปเวชระเบียนคือแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ภาระงานมีมาก มีทั้งตรวจผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน มีภาระออกตรวจที่คลินิกโรคทางเดินหายใจซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมาก อีกทั้งมีงานบริหารและงานคุณภาพของโรงพยาบาล ระบบการตรวจสอบเวชระเบียน ของโรงพยาบาลแห่งนี้จะมีคณะกรรมการตรวจสอบเวชระเบียน โดยผู้ให้รหัสทางการแพทย์จะเป็นผู้คัดเลือกเวชระเบียน ถ้าแพทย์ผู้ตรวจสอบพบข้อผิดพลาดจึงมีการส่งเวชระเบียนฉบับนั้นให้กับแพทย์ผู้รักษาเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป ปัญหาในการตรวจสอบเวชระเบียนพบว่าแพทย์ผู้รักษาสรุปโรคไม่ละเอียด ไม่ครบ ไม่เขียนคำวินิจฉัยโรคไว้ที่ Progress note แพทย์ที่จบการศึกษามาใหม่ ไม่ทราบหลักเกณฑ์การสรุปโรคของแต่ละกองทุน
- ผลการสรุปเวชระเบียนของแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตสุขภาพที่ 5 พบว่า การสรุปโรคหลัก ถูกต้อง ร้อยละ 72.00 และสรุปโรคหลักผิดพลาด ร้อยละ 28.00 โดยการสรุปโรคหลักไม่ถูกต้อง ร้อยละ 25.00 และสรุปโรคหลักไม่เฉพาะเจาะจง ร้อยละ 3.00 ส่วนผลการให้รหัสทางการแพทย์ของผู้ให้รหัสทางการแพทย์ พบว่าให้รหัสโรคหลักถูกต้อง ร้อยละ 86.00 และให้รหัสโรคหลักผิดพลาด ร้อยละ 14.00 โดยให้รหัสโรคหลักไม่ถูกต้อง ร้อยละ 14.00
- ผลการเปรียบเทียบค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ก่อนกับหลังการตรวจสอบคุณภาพเวชระเบียน พบว่า ก่อนการตรวจสอบมีค่าเฉลี่ย 2.45 (SD=2.69) และค่าน้ำหนักสัมพัทธ์หลังการตรวจสอบใช้มีค่าเฉลี่ย 2.33 (SD=2.47) ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
สรุป จากการตรวจสอบเวชระเบียนพบว่า การสรุปโรคของแพทย์และการให้รหัสโรคของผู้ให้รหัสยังมีความผิดพลาด
จึงควรมีการปรับปรุงระบบการตรวจสอบเวชระเบียน
เอกสารอ้างอิง
ดวงใจ ชัชวรัตน, นิตยา เพ็ญศิรินภา และอารยา ประเสริฐชัย. (2560). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสมบูรณ์ในการบันทึกเวชระเบียนของแพทย์: กรณีศึกษาโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยในภาคกลาง. วารสารพยาบาลทหารบก. 18(3), 82-83
เพ็ญประภา พรศรีเมตต์ และกนกรัตน์ ไสยเลิศ. (2559). การพัฒนาประสิทธิภาพระบบการเบิกชดเชยค่าบริการสาธารณสุขในระบบ Diagnosis Related Groups.วารสารวิชาการสาธารณสุข. 25(5), 865-871
โลมไสล วงค์จันดาและเต็มสิริ เคนคำ. (2559). การพัฒนาระบบการจัดการเอกสารคุณภาพ วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. 58(1), 61-71
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545. (2545, 11 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเษกษา. เล่มที่ 119 ตอนที่ 116 ก, หน้า 1-18.
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กองยุทธศาสตร์และแผนงาน. (2560). Standard Coding Guideline Version Edition 2017. กรุงเทพฯ: แสงจันทร์การพิมพ์.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 3 นครสวรรค์. (2564). ชี้แจงกองทุนหลักประกันสุขภาพ ปีงบประมาณ 2564. ค้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565, จาก https://www.facebook.com/nhsonkw/posts/2415612425402119/
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี. (2563). สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี. ค้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565, จาก https://ratchaburi.nhso.go.th/FrontEnd/index.aspx
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สำนักตรวจสอบการชดเชยและคุณภาพบริการ. (2559). คู่มือแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข ปี 2559. นนทบุรี: สหมิตรพริ้นติ้ง แอนด์ พับลิสชิ่ง.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สำนักตรวจสอบการชดเชยและคุณภาพบริการ. (2562). คู่มือแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2562. นนทบุรี: สหมิตรพริ้นติ้ง แอนด์ พับลิสชิ่ง.
สำนักพัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย. (2562). การจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมไทยและน้ำหนักสัมพัทธ์ ฉบับ 6.2.1 เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สำนักพัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย.
สำนักพัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย. (2562). การจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมไทยและน้ำหนักสัมพัทธ์ ฉบับ 6.2.1 เล่ม 2. กรุงเทพฯ: สำนักพัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย.
World Health Organization. (2015). International Classification of Diseases Clinical Modification. 9th Rev. Geneva, Switzerland: WHO.
World Health Organization. (2016). International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems volume 1 Tabular list. 10thRev., 5thed. Geneva, Switzerland: WHO.
World Health Organization. (2016). International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems volume 2 Instruction manual. 10thRev., 5thed. Geneva, Switzerland: WHO.
World Health Organization. (2016). International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems volume 3 Alphabetical index. 10th Rev., 5thed. Geneva, Switzerland: WHO.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น