พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบียจากการที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ของนักศึกษาปริญญาตรีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชภัฏอุบลราชธานี

ผู้แต่ง

  • ชัยกฤต ยกพลชนชัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  • ญาณิฐา แพงประโคน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  • จารุพร ดวงศรี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
  • เพ็ญมาศ สุคนธจิตต์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

คำสำคัญ:

: พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์, โนโมโฟเบีย, การเล่นเกมโทรศัพท์มือถือ

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศึกษาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษาปริญญาตรีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชภัฏอุบลราชธานี รวมทั้งหาความสำพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมด้วย เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 260 คน คัดเลือกโดยกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบีย ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ สัมประสิทธิ์สัมพันธ์เพียร์สัน Pearson correlation.
           การวิจัยพบว่า นักศึกษาใช้โทรศัพท์มากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ร้อยละ 83.85 นักศึกษามีพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้โทรศัพท์ต่อการเกิดโรคโมโนโฟเบียของนักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับพฤติกรรมเสี่ยงสูง ร้อยละ 76.92 มีทัศนคติที่ระดับปานกลางร้อยละ 67.30 แต่มีความรู้ระดับมากร้อยละ 62.30 ความรู้ ทัศนคติในการใช้โทรศัพท์ต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้โทรศัพท์ต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value < 0.01 และความรู้ มีความสัมพันธ์กับทัศนคติเสี่ยงในการใช้โทรศัพท์ต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value < 0.01 การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าความรู้และทัศนคติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบีย ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรจัดให้มีการเพิ่มพูนความรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบียของนักศึกษา

เอกสารอ้างอิง

กุลนารี ภวภูตานนท์. (2562). โรคติดมือถือ หรือโนโมโฟเบีย. สืบค้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2566 จาก https://physicaltherapy.swu.ac.th/article/2673#

บีบีซีนิวซ์ไทย. (2561). เทคโนโลยี: เล่นมือถือเกินวันละ 7 ชม. อาจทำเปลือกสมองเด็กบางก่อนวัยอันควร. สืบค้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2566 จาก https://www.bbc.com/thai/features-46709708#:~:text

ศักดิกร สุวรรณเจริญ, สุพัตรา ธรรมาอินทร์, สุวัฒนา เกิดม่วง, อังค์ริสา พินิจจันทร์,พรเลิศ ชุมชัย. (2562). พฤติกรรมและผลกระทบจากการใช้สมาร์ทโฟนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดนนทบุรี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 29(3):107-117.

ศักดิกร สุวรรณเจริญ, สุพัตรา ธรรมาอินทร์, สุวัฒนา เกิดม่วง, อังค์ริสา พินิจจันทร์, พรเลิศ ชุมชัย. (2019). พฤติกรรมและผลกระทบจากการใช้สมาร์ทโฟนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดนนทบุรี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 29(3):107-117.

เอกลักษณ์ วัชรการ. (2564). การใช้เทคโนโลยีกับการดำเนินชีวิตของวัยรุ่น. สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2566 จาก https://www.gotoknow.org/posts/410843

เอื้อมทิพย์ ศรีทอง. (2562). พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักศึกษา สาขาสังคมศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. วารสารมหาจุฬาวิชาการ. 6(ฉบับพิเศษ): 26-38.

Cutting, A. Technologies, E. (2566). ความจำเป็นของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน 2566 จาก https://alrakiza.com/

Çatıker, A. Deniz, G. Büyüksoy, B. Özdi̇l, K. (2021). Is there a relationship between nursing students’ smartphone use, their fear of missing out and their care-related behaviour. 54:103111:1-8

Ko, Y. Park, S. (2023). Analyzing the Caregivers' behavioral patterns in managing their young Children's smartphone Use in South Korea. Journal of Pediatric Nursing.72: 84-91

Lin, Y. Louise C. M. (2021). A look at engagement profiles and behavior change: A profile analysis examining engagement with the Aim2Be lifestyle behavior modification app for teens and their families. Preventive Medicine Reports.24, 101565:1-8

Thinknet. (2566). วิวัฒนาการการสื่อสารของแต่ละยุคแบบเข้าใจง่าย The Evolution of Communication. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2566 จาก https://www.thinknet.co.th/

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2024-04-29

รูปแบบการอ้างอิง

ยกพลชนชัย ช. ., แพงประโคน ญ. ., ดวงศรี จ. ., & สุคนธจิตต์ เ. . (2024). พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคโนโมโฟเบียจากการที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ของนักศึกษาปริญญาตรีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชภัฏอุบลราชธานี. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 13(1), 41–49. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ubruphjou/article/view/265706

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ