ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาพระบบทางเดินหายใจ ของผู้ประกอบอาชีพทำครกหินและแกะสลักหิน: กรณีศึกษาในพื้นที่ ตำบลอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี
คำสำคัญ:
ครกหินและหินแกะสลัก, ฝุ่นหิน, สุขภาพระบบทางเดินหายใจ, การรับสัมผัสบทคัดย่อ
การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านงาน ระดับการรับสัมผัสฝุ่น พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล และอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพทำครกหินและแกะสลักหิน ในพื้นที่ตำบลอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นลูกจ้าง จำนวน 15 คน จาก 4 ร้านที่ตอบรับเข้าศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างอากาศ แบบบันทึกการเก็บตัวอย่าง เครื่องตรวจสมรรถภาพปอด และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้ สถิติ Chi-square
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 50-59 ปี ทำครกหินและแกะสลักหินมาเป็นระยะเวลา 21-30 ปี มีความรู้เกี่ยวกับอันตราย ผลกระทบต่อสุขภาพและการป้องกันการรับสัมผัสฝุ่นหินในระดับปานกลาง (13.47 ± 3.74 คะแนน) มีพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากฝุ่นหินในระดับสูง (45.13 ± 5.47 คะแนน) ระดับความเข้มข้นฝุ่นทุกขนาดและฝุ่นขนาดเล็กอยู่ในช่วง 0.30-47.15 mg/m3 และ 0.30-7.25 mg/m3 ตามลำดับ อาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยคือ เหนื่อยหอบง่าย (ร้อยละ 46.7) คัดจมูก (ร้อยละ 40.0) ไอในช่วงเช้าหรือหลังตื่นนอน (ร้อยละ 40.0) ผลการศึกษาความสัมพันธ์พบว่า ระยะเวลาในการทำงาน ประวัติการทำงาน ระดับความรู้ พฤติกรรมการป้องกัน และความเข้มข้นฝุ่นทุกขนาดในพื้นที่ สัมพันธ์กับอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และยังพบว่า การใช้หน้ากากป้องกันที่ไม่เหมาะสมสัมพันธ์กับอาการปอดขยายตัวไม่ดี (p<0.05)
ข้อแนะนำจากการศึกษาครั้งนี้คือ ควรเพิ่มความรู้เกี่ยวกับอันตรายและวิธีการป้องกันที่ถูกต้องแก่กลุ่มตัวอย่าง ใช้มาตรการลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นที่แหล่งกำเนิด เฝ้าระวังทางการแพทย์และตรวจสุขภาพเป็นประจำ
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2566). อัตราป่วยโรคปอดฝุ่นหิน (Silicosis) รายกลุ่มอายุ. สืบค้นจาก https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/report.php?source=envocc/
format2.php&cat_id=f16421e617aed29602f9f09d951cce68&id=
a11144f2f4b959a4f080c6f1d184dbd3#
โซเฟีย มะแซ, อัญชลี พงศ์เกษตร, ชมพูนุช สุภาพวานิช, จามรี สอนบุตร, & มะกะริม ดารามะ. (2565). พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงานในโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 5(2), 18–32.
ณัฐพล บุญมี. (2563). การประเมินความเสี่ยงของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมโครมิเตอร์ กรณีศึกษาบริเวณพื้นที่โรงโม่หินจังหวัดชลบุรี [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยบูรพา]. ฐานข้อมูลงานวิจัย (ThaiLIS).
วิชาญ บุญค้ำ. (2562). ซิลิโคซิส (Silicosis) รักษาไม่หาย ป้องกันได้เพียงใส่ใจสุขภาพ. สืบค้นจาก https://www.tosh.or.th/index.php/blog/item/477-silicosis
สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย. (2557). แนวทางการตรวจและแปลผลสมรรถภาพปอดด้วยวิธีสไปโรเมตรีย์ในงานอาชีวอนามัย. กรุงเทพมหานคร: หมวดหมู่หนังสือ 616.98.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2561). “โรคปอดฝุ่นหินจากการทำงาน” และวิธีป้องกัน. สืบค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/โรคปอดฝุ่นหินจากการทำง-
สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2560). แนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคปอดฝุ่นหิน (Silicosis).
เสกสรร ทองติ๊บ. (2562). การสัมผัสฝุ่นซิลิกาและฝุ่นละอองกับระดับโปรตีนของเซลล์คลารา 16 ระดับโปรตีนของฮีมออกซีจีเนส 1 และความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจในผู้ประกอบอาชีพทำครกหิน จังหวัดพะเยา ประเทศไทย [วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่].
อุไรวรรณ หมัดอ่าดัม, สุภาภรณ์ ยิ้มเที่ยง, & จิตตาภรณ์ มงคลแก่นทราย. (2562). สมรรถภาพปอดและความเสี่ยงทางสุขภาพจากการสัมผัสฝุ่นของพนักงานโรงโม่หิน จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 49(3), 339–349.
Chen, W., Liu, Y., Wang, H., Hnizdo, E., Sun, Y., Su, L., ... Wu, T. (2012). Long-term exposure to silica dust and risk of total and cause-specific mortality in Chinese workers: A cohort study. PLoS Medicine, 9(4), e1001206. https://doi.org/10.1371/journal.pmed.1001206
Krassi, R., Dong, V. H., & Andy, H. L. (2023). Exposure to dust and respiratory health among Australian miners. International Archives of Occupational and Environmental Health, 96(3), 355–363.
Martha Patricia, & Sierra Vargas. (2012). Air pollution: Impact and prevention. Asian Pacific Society of Respirology, 17(7), 1031–1038.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น