การประเมินจุลชีพในอากาศในห้องเจาะเลือดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ผู้แต่ง

  • นัทธมน แสนพันตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชีวอนามัยความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • พรทิพย์ เย็นใจ สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • พงษ์สิทธิ์ บุญรักษา สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

คำสำคัญ:

คุณภาพอากาศในอาคาร, จุลชีพในอากาศ, ห้องเจาะเลือด

บทคัดย่อ

จุลชีพในอากาศเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับการประเมินคุณภาพอากาศภายในโรงพยาบาล ลักษณะของกิจกรรมและการปฏิบัติงานในหลายพื้นที่รวมทั้งห้องเจาะเลือด อาจส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยได้รับการรับสัมผัสจุลชีพในอากาศก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพอากาศภายในห้องเจาะเลือดโดยตรวจวัดความเข้มข้นของจุลชีพในอากาศ ได้แก่ แบคทีเรีย และเชื้อรา ตามบริเวณพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ โดยแบ่งเป็น 6 พื้นที่ ได้แก่ จุดคัดกรองผู้ป่วย บริเวณนั่งรอรับบริการ สถานีเจาะเลือด ห้องเจาะเลือดพระสงฆ์หรือผู้ป่วยนั่งรถเข็น ห้องเจาะเลือดพิเศษสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องนอนเจาะเลือด และห้องน้ำ  ใช้เครื่องมือเก็บตัวอย่างชนิด Microbiological Air Sampler เก็บตัวอย่างในช่วงเช้าและบ่าย จำนวน 5 วัน รวมเก็บตัวอย่างทั้งสิ้น 120 ตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Kruskal-Wallis Test เพื่อทดสอบความแตกต่างของความเข้มข้นของจุลชีพในอากาศในช่วงเวลาเช้ากับบ่ายเปรียบเทียบตามพื้นที่ และวันที่ให้บริการ ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05

                              ผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นแบคทีเรียและเชื้อราในอากาศภายในห้องเจาะเลือดเท่ากับ 442 ± 249 cfu/m3
มีค่าอยู่ระหว่าง 83 - 1,283 cfu/m3  และ 445 ± 257 cfu/m3  มีค่าอยู่ระหว่าง 33 - 1,253 cfu/m3  ตามลำดับ ซึ่งไม่เกินค่าเฝ้าระวังคุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะของกรมอนามัย (≤ 500 cfu/m3) แต่เกินค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) กรณีโรงพยาบาล (≤100 cfu/m3 สำหรับแบคทีเรีย และ ≤50 cfu/m3 สำหรับเชื้อรา) และค่าเฉลี่ยของจุลชีพทั้งสองชนิดในช่วงเช้ามีความเข้มข้นสูงกว่าช่วงบ่ายประมาณ 2 เท่า เมื่อพิจารณาแยกตามพื้นที่พบว่าบริเวณพื้นที่ห้องเจาะเลือดพิเศษสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องนอนเจาะเลือด มีค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นแบคทีเรียและเชื้อราสูงที่สุดเท่ากับ 529 ± 363 cfu/m3และ 525 ± 356 cfu/m3  ตามลำดับ และเป็นบริเวณที่มีค่าความแตกต่างของความเข้มข้นจุลชีพทั้งสองชนิดในช่วงเช้ากับบ่ายแตกต่างกันมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความเข้มข้นจุลชีพในช่วงเช้าและบ่ายภายในห้องเจาะเลือด อาจเกิดจากจำนวนผู้ใช้บริการในช่วงเช้าที่มีมากกว่าช่วงบ่ายประมาณ 5 เท่าต่อวัน นอกจากนั้นพบว่าความเข้มข้นเชื้อรามีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับวันที่ให้บริการ

                การประเมินค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นของแบคทีเรียและเชื้อราในอากาศภายในห้องเจาะเลือดผ่านเกณฑ์ค่าเฝ้าระวังของกรมอนามัย แต่สูงกว่าค่าแนะนำของ WHO กรณีโรงพยาบาล ซึ่งอาจเกิดจากการระบายอากาศและปรับอากาศที่ไม่เหมาะสม การทำความสะอาดที่ไม่เพียงพอโดยเฉพาะบริเวณที่ไม่ค่อยมีการใช้งาน และความหนาแน่นของจำนวนผู้เข้ารับบริการภายในห้องเจาะเลือด ประเด็นดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดความเข้มข้นของจุลชีพในอากาศภายในห้องเจาะเลือด

เอกสารอ้างอิง

กรมอนามัย. (2565). ประกาศกรมอนามัย เรื่อง ค่าเฝ้าระวังคุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะ พ.ศ. 2565. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568 จาก https://laws.anamai.moph.go.th/th/practices/211864

ณัฐจิต อ้นเมฆ, โกศล ปราบณรงค์, ฐิชาดา ประชุมวรรณ, & ศันศนีย์ ศรีไทย. (2562). การปนเปื้อนของจุลชีพบนพื้นผิวในรถพยาบาลฉุกเฉิน. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 8(1), 28–38.

พรชรัฐ สายยุทธ, กัลยา หาญพิชาญชัย, & จินดาวัลย์ วิบูลย์อุทัย. (2563). ความเข้มข้นเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศและคุณภาพอากาศในอาคารของโรงพยาบาล: กรณีศึกษาโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา, 26(1), 14–24.

พิทักษ์ คิมนารักษ์. (2558). การแพร่กระจายของเชื้อราในอากาศภายในห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์: กรณีศึกษาห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลนครปฐม จังหวัดนครปฐม [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร].

วรกมล บุณยโยธิน, & ธีรยุทธ เหลืองศรีสกุล. (2561). ระบบระบายอากาศสำหรับควบคุมคุณภาพอากาศในโรงพยาบาล. เวชสารแพทย์ทหารบก, 71(1), 51–61.

Akova, E., Kılıç, E., Sümer, H., & Keklikçi, T. (2022). Prevalence of sick building syndrome in hospital staff and its relationship with indoor environmental quality. International Journal of Environmental Health Research, 32(6), 1204–1219.

Asif, A., & Zeeshan, M. (2020). Indoor temperature, relative humidity and CO₂ monitoring and air exchange rates simulation utilizing system dynamics tools for naturally ventilated classrooms. Building and Environment, 180, 106980.

Beck, S. H., Castillo, A., Kinney, K. A., Zuniga, A., & King, M. D. (2019). Monitoring of pathogenic bioaerosols in beef slaughter facilities based on air sampling and airflow modeling. Applied Engineering in Agriculture, 35(6), 1015–1036.

Chikwem, C., & Nwakanma, C. (2021). Assessment of the indoor microbial air quality of a tertiary healthcare institution. The Bioscientist Journal, 9(1), 24–37.

Djadi, A., Benadda, S., Agouillal, F., Kaced, A., Cherifi, N., Lemou, A., & Ladji, R. (2023). Indoor air microbial quality in medical emergency of an Algerian hospital. Journal of Air Pollution and Health, 8(4), 471–484.

Ghaffarianhoseini, A., AlWaer, H., Omrany, H., Ghaffarianhoseini, A., & Tookey, J. (2018). Sick building syndrome: Are we doing enough? Architectural Science Review, 61(3), 99–121.

Hellgren, U. M., & Reijula, K. (2006). Indoor-air-related complaints and symptoms among hospital workers. SJWEH Supplements, 2, 47–49.

Jung, C.-C., Wu, P.-C., Tseng, C.-H., & Su, H.-J. (2015). Indoor air quality varies with ventilation types and working areas in hospitals. Building and Environment, 85, 190–195.

Kotgire, S., Akhtar, R., Damle, A., Siddiqui, S., & Padekar, H. (2020). Bioaerosol assessment of indoor air in hospital wards from a tertiary care hospital. Indian Journal of Microbiology Research, 7(1), 28–34.

Liu, Y., Wang, Y., Hao, C., Li, Y., Lou, H., Hong, Q., & Li, J. (2025). Pathogenic bacteria and antibiotic resistance genes in hospital indoor bioaerosols: Pollution characteristics, interrelation analysis, and inhalation risk assessment. Environmental Pollution, 126243.

Mentese, S., Mirici, N. A., Elbir, T., Palaz, E., & Otkun, M. T. (2020). A long-term multi-parametric monitoring study: Indoor air quality (IAQ), sources of pollutants, prevalence of sick building syndrome symptoms, and respiratory health indicators. Atmospheric Pollution Research, 11(12), 2270–2281.

Osman, M., Ibrahim, H., Yousef, F., Elnasr, A. A., Saeed, Y., & Hameed, A. A. (2018). A study on microbiological contamination of air quality in hospitals in Egypt. Indoor and Built Environment, 27(7), 953–968.

Pasquarella, C., Albertini, R., Dall’Aglio, P., Saccani, E., Sansebastiano, G. E., & Signorelli, C. (2008). Air microbial sampling: The state of the art. Igiene e Sanità Pubblica, 64(1), 79–120.

Rosario Filho, N. A., Urrutia-Pereira, M., d’Amato, G., Cecchi, L., Ansotegui, I. J., Galán, C., & Peden, D. B. (2021). Air pollution and indoor settings. World Allergy Organization Journal, 14(1), 100499.

Sewell, D. L. (1995). Laboratory-associated infections and biosafety. Clinical Microbiology Reviews, 8(3), 389–405.

Verde, S. C., Almeida, S. M., Matos, J., Guerreiro, D., & Viegas, C. (2015). Microbiological assessment of indoor air quality at different hospital sites. Environmental Monitoring and Assessment, 187(7), 557–563.

World Health Organization. (1990). Indoor air quality: Biological contaminants. Report on a WHO meeting. World Health Organization.

World Health Organization. (2021). WHO global air quality guidelines: Particulate matter (PM2.5 and PM10), ozone, nitrogen dioxide, sulfur dioxide and carbon monoxide. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568 จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240034228

Wyon, D. P. (2004). The effects of indoor air quality on performance and productivity. Indoor Air, 14(Suppl. 7), 92–101.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-29

รูปแบบการอ้างอิง

แสนพันตรี น. ., เย็นใจ พ., & บุญรักษา พ. (2025). การประเมินจุลชีพในอากาศในห้องเจาะเลือดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 14(3), 72–82. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ubruphjou/article/view/274339

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ