การประเมินปริมาณรังสีที่คำนวณจากโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเทียบกับปริมาณรังสีที่วัดได้จริง
คำสำคัญ:
การประเมินปริมาณรังสี, การคำนวณแบบสามมิติ, โปรแกรมคำนวณที่พัฒนาขึ้นด้วย Microsoft Excelบทคัดย่อ
ภูมิหลัง: สำหรับรังสีรักษา การวางแผนการรักษาถือเป็นหัวใจสำคัญที่มีผลต่อโอกาสการหายและการเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนั้น การคำนวณเวลาการฉายรังสีเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีตามที่กำหนดนั้นต้องมีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะพัฒนาโปรแกรมคำนวณโดยใช้ Microsoft Excel ขึ้นเองในหน่วยงานโดยนำไปใช้กับการคำนวณเพื่อวางแผนการรักษาแบบสามมิติในผู้ป่วยที่มีขอบเขตการให้รังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยรังสีในหน่วยงานรังสีรักษาโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความถูกต้องแม่นยำของโปรแกรมคำนวณปริมาณรังสีที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นเองภายในหน่วยงาน (Microsoft Excel) โดยเปรียบเทียบจากค่าปริมาณรังสีที่ได้จากการวัดจริงโดยใช้ ionization chamber นับวัดปริมาณรังสีใน water phantom วิธีการ: เป็นวิจัยกึ่งทดลองโดยมีกลุ่มตัวอย่างคือแผนการฉายรังสีผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยเทคนิคการฉายรังสีแบบสามมิติที่มารับบริการในโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี จำนวน 100 แผนการฉายรังสี เครื่องมือวิจัยได้แก่โปรแกรมคำนวณที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นในหน่วยงาน (Microsoft Excel), เครื่องเร่งอนุภาคของบริษัท Varian รุ่น Vital beam, Cylindrical ionization chamber รุ่น Farmer chamber serial number 0744, สายวัดรังสี, Electrometer ของบริษัท PTW Freiberg รุ่น Unidos, water phantom ของบริษัท Med Tech รุ่น MT-DDA และแบบบันทึกข้อมูลวิจัยรวบรวมข้อมูลโดยจดบันทึกค่าปริมาณรังสีที่คำนวนได้จากโปรแกรมคำนวณที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นจากข้อมูลแผนการฉายรังสีผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยเทคนิคการฉายรังสีแบบสามมิติและค่าปริมาณรังสีที่วัดได้จริงในแต่ละแผนการฉายรังสีระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ถึง 30 พฤศจิกายน 2567 วิเคราะห์ข้อมูลค่าปริมาณรังสีที่ได้จากทั้งการคำนวณด้วยโปรแกรมคำนวณที่พัฒนาขึ้นในหน่วยงาน (Microsoft Excel) กับค่าปริมาณรังสีที่วัดได้จริง โดยใช้สถิติ paired t-test ผล: พบว่าค่าปริมาณรังสีที่ได้จากการคำนวณด้วยโปรแกรมคำนวณที่พัฒนาขึ้นมีค่าใกล้เคียงกับค่าปริมาณรังสีที่กำหนดที่วัดได้จริงในทุก ๆ ระยะความลึกและขนาดของพื้นที่ลำรังสีโดยมีค่าความแตกต่างกันไม่เกิน 1 cGy ซึ่งเมื่อวิเคราะห์โดยใช้สถิติ paired t-test พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (p-value > .05) สรุป: ค่าปริมาณรังสีที่วัดได้จริงจากการตั้งค่า MU (monitor unit) ที่ได้จากโปรแกรมคำนวณที่พัฒนาขึ้นเองในหน่วยงานนั้นมีค่าใกล้เคียงกับปริมาณรังสีที่กำหนด (prescribed dose) โดยไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ซึ่งจากผลการศึกษานี้สรุปได้ว่า ความถูกต้องของการคำนวณปริมาณรังสีที่ได้จากโปรแกรมคำนวณที่พัฒนาขึ้นเองในหน่วยงานนั้นมีความน่าเชื่อถือ แม่นยำ และสามารถนำมาใช้งานได้จริง
เอกสารอ้างอิง
Khan FM. The Physics of Radiation Therapy. 2nd ed. Baltimore: Williams & Wilkins; 1994. Chapter 10, Monitor Unit Calculations; p. 355.
Martin JH, Evans EA, Anderson FJ. Accuracy in radiotherapy. Radiology 1960;75(4):552-7.
Wannawilairat S, Thippayapanya D, Tharawijitkul E. Accuracy evaluation of a radiation dose unit calculation program for two-dimensional radiotherapy compatible with radiation therapy information systems to improve calculation efficiency. Chiang Mai: Department of Radiology, Faculty of Medicine, Chiang Mai University; 2010.
Udee N. Development of a software program for monitoring radiation dose in the treatment beam for teletherapy. Phitsanulok: Department of Radiological Technology, Faculty of Allied Health Sciences, Naresuan University; 2013.
Courter G, Marquis A. Mastering Microsoft Excel 2002. New Delhi: BPB Publications; 2001.
Gaeng P. Excel for Science and Technology. Minneapolis: Abacus; 1993.
Svensson GK. Quality assurance in external beam radiation therapy. Radiographics 1989;9(1):169-82.
Hendee WR, Ibbott GS, Hendee EG. Radiation therapy physics. 3rd ed. Hoboken : Wiley-Liss; 2005.
Cohen M. Central axis depth dose data for use in radiotherapy. General introduction. Br J Radiol 1972;11: (Suppl 11):8-17.
Johns HE, Cunningham JR. The Physics of Radiology. 3rd ed. Springfield: Charles C Thomas; 1969.
Holm NW, Berry RJ. Manual on Radiation Dosimetry. New York: Marcel Dekker; 1970.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ข้อความและข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการหรือของวารสารกรมการแพทย์