ผลของนวัตกรรมเสื้อจำลองการสำลักต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะในการปฐมพยาบาลผู้สำลักของอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร
คำสำคัญ:
เสื้อจำลองการสำลัก, ทักษะการช่วยสำลัก, อาสาสมัครสาธารณสุขบทคัดย่อ
ภูมิหลัง: ภาวะสำลักเป็นเหตุฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างทันท่วงที เนื่องจาก การอุดกั้นทางเดินหายใจสามารถนำไปสู่การขาดออกซิเจน และเสียชีวิตได้การปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องจึงมีบทบาท สำคัญในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ในการวิจัยนี้ได้พัฒนาเสื้อจำลองการสำลักขึ้น เพื่อส่งเสริมการรับรู้ความสามารถและ ฝึกทักษะด้านการปฐมพยาบาลในกรณีสำลักให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบผลของนวัตกรรม เสื้อจำลองการสำลักต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะในการปฐมพยาบาลผู้สำลักของอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร วิธีการ: เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยแบ่ง ผู้เข้าร่วม 64 คนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 32 คน กลุ่มควบคุม ได้รับการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลผู้สำลักตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับการฝึกอบรมเช่นเดียวกันเพิ่มเติมด้วยการใช้เสื้อจำลองการสำลัก ประเมินก่อนและหลังการฝึกอบรม ด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการรับรู้ความ สามารถของตนเอง และแบบสังเกตเพื่อประเมินทักษะการปฐมพยาบาลกรณีสำลัก เก็บข้อมูลช่วงเดือนสิงหาคม- กันยายน พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วย independent samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผล: ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองในการ ปฐมพยาบาลผู้ที่สำลัก คะแนนเฉลี่ยทักษะการปฐมพยาบาล ตนเองเมื่อสำลัก และคะแนนเฉลี่ยทักษะการปฐมพยาบาล ผู้อื่นเมื่อสำลักสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MD = 2.88, p < .001; MD=1.06, p < .05 และ MD = 1.28, p < .001 ตามลำดับ) สรุป: นวัตกรรมเสื้อจำลองการสำลักช่วยเพิ่มการรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะในการปฐมพยาบาลผู้สำลักได้ จึงควรนำนวัตกรรมเสื้อจำลอง การสำลักมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการฝึกทักษะการช่วยสำลัก เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ที่ฝึกปฏิบัติ อันจะส่งผลให้สามารถให้การปฐมพยาบาลผู้ที่สำลักได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง
National Statistical Office. The 2021 survey of the older persons in Thailand [Internet]. Bangkok: National Statistical Office; 2021 [cited 2023 Apr 9]. Available from: https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2022/11/Hstatistic60.pdf
Department of Otolaryngology, Faculty of Medicine Siriraj Hospital. Choking on foreign objects in the respiratory tract [Internet]. 2010 [cited 2023 Apr 9]. Available from: https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=487
Porntepkaesemsan R. First aid. 3rd ed. Bangkok: Silapabannakarn; 2019.
Siriraj Piyamaharajkarun Hospital. What to do when someone is choking? [Internet]. Bangkok: Siriraj Piyamaharajkarun Hospital; 2022 [cited 2025 Apr 29]. Available from: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/food-stuck-in-throat
Department of Health Service Support, Ministry of Public Health. Basic life support and AED usage manual for village health volunteers (VHV) [Internet]. Bangkok: Ministry of Public Health; 2021 [cited 2025 Apr 29]. Available from: https://hss.moph.go.th/show_topic.php?id=2255
Local Health Security Fund. Final report of the CPR and first aid training project for VHVs and village security volunteers (VSVs) [Internet]. 2022 [cited 2025 Apr 29]. Available from: https://localfund.happynetwork.org/project/70150/finalreport.
American Red Cross. First Aid/CPR/AED Participant’s Manual. Washington, DC: StayWell; 2021.
Bandura A. Self-efficacy: The exercise of control. New York: Freeman; 1997.
Thorndike EL. Animal intelligence: Experimental studies. New York: Macmillan; 1911.
Rojruangnon P, Chaiwcharn T. Innovation of a choking simulation vest for training in helping choking victims. EAU Heritage J Sci Technol 2025;19(1):211–24.
Bloom BS, Madaus GF, Hastings JT. Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York: McGraw-Hill; 1971.
Affrita TM, Kusuma F, Warasanti ES, Arkus AT. Effectiveness of a community-based first aid education program on choking for laypersons in Surabaya, Indonesia: a quasi-experimental study. J Public Health Res 2024;10(3):647-58.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ข้อความและข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการหรือของวารสารกรมการแพทย์