ประเด็นสำคัญจากแนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2567 โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยและการควบคุมความดันโลหิตอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต
คำสำคัญ:
ความดันโลหิต, การควบคุมความดันโลหิตสูงอย่างเคร่งครัด, ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดบทคัดย่อ
ภาวะโรคความดันโลหิตสูง พบได้บ่อยประชากรชาวไทยมากถึง 14 ล้านคน และการเพิ่มขึ้นของระดับความดันโลหิตเพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตจากหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นภาวะโรคความดันโลหิตสูง จึงเป็นโรคที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในระบบสาธารณสุขของ
ประเทศไทย ทำให้มีการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องและฉบับล่าสุด พ.ศ. 2567 โดยมุ่งหมายให้การวินิจฉัยภาวะโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยวินิจฉัยเมื่อระดับความดันโลหิตตั้งแต่ >140/90 มม.ปรอทโดยทั่วไป รวมไปถึงความดันโลหิตในกลุ่มเสี่ยง >130/80 มม.ปรอท และร่วมกับการพบอวัยวะ เป้าหมายถูกทำลายอย่างเฉียบพลัน ควรวินิจฉัยว่าบุคคลเป็นโรคความดันโลหิตสูงเมื่อมาตรวจพบว่าความดันโลหิตที่วัดในสถานพยาบาลอยู่ในเกณฑ์ของวินิจฉัยภาวะโรคความดันโลหิตสูงจากการมารับการตรวจมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป นำมาสู่การรักษาได้อย่างทันท่วงที ทั้งการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการรักษาด้วยการให้ยาอย่างเหมาะสม โดยแนะนำการใช้ยาร่วมกัน 2 ชนิดในกลุ่มยาหลัก 5 ชนิด โดยแนะนำการใช้ยา 2-3 ชนิดรวมในเม็ดเดียวถ้ามีโอกาส และกำหนดเป้าหมายในการรักษาที่เหมาะสมตามช่วงอายุและความเสี่ยง โดยทั่วไปในประชากร 18-64 ปี ระดับความดันโลหิต < 130/80 มม.ปรอท เป็นต้น และมีข้อมูลทางการวิจัยใหม่ มีแนวโน้มที่จะควบคุมความดันโลหิตอย่างเคร่งครัด ในสถานพยาบาล ระดับความดันโลหิต < 120/80 (120-129
/70-79) มม.ปรอท ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดสูง บทความนี้ได้สรุปความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง ตามแนวการรักษาความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2567 โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จำเพาะต่อผลของการรักษาความดันโลหิตสูง โดยการควบคุมความดันโลหิตอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
Thai Hypertension Society. Thai Hypertension Society: Guidelines in the Treatment of Hypertension 2019. Bangkok: Trick Think; 2019.
Kunanon S, Roubsanthisuk W, Chattranukulchai P, Sangwatanaroj S, Ophascharoensuk V, Sitthisook S, et al. 2022 Thai Hypertension Society guidelines on home blood pressure monitoring. J Clin Hypertens (Greenwich) 2022;24(9):1139-46.
Thai Hypertension Society. Thai Hypertension Society: Guidelines in the Treatment of Hypertension 2024. Bangkok: Trick Think; 2024.
National Drug Policy Division. Thailand’s National List of Essential Medicines (NLEM) 2026. [Internet] 2026 [cited 2026]. Available from: https://ndp.fda.moph.go.th/
SPRINT Research Group; Wright JT Jr, Williamson JD, Whelton PK, Snyder JK, Sink KM, Rocco MV, et al. A randomized trial of intensive versus standard blood-pressure control. N Engl J Med 2015;373(22):2103-16.
Zhang W, Zhang S, Deng Y, Wu S, Ren J, Sun G, et al. Trial of intensive blood-pressure control in older patients with hypertension. N Engl J Med 2021;385(14):1268-79.
Liu J, Li Y, Ge J, Yan X, Zhang H, Zheng X, et al. Lowering systolic blood pressure to less than 120 mm Hg versus less than 140 mm Hg in patients with high cardiovascular risk with and without diabetes or previous stroke: an open-label, blinded-outcome, randomised trial. Lancet 2024;404(10449):245-55.
Bi Y, Li M, Liu Y, Li T, Lu J, Duan P, et al. Intensive blood-pressure control in patients with type 2 diabetes. N Engl J Med 2025;392(12):1155-67.
McEvoy JW, McCarthy CP, Bruno RM, Brouwers S, Canavan MD, Ceconi C, et al. 2024 ESC Guidelines for the management of elevated blood pressure and hypertension. Eur Heart J 2024;45(38):3912-4018.
Whelton PK, O’Connell S, Mills KT, He J. Optimal antihypertensive systolic blood pressure: a systematic review and meta-analysis. Hypertension 2024;81(11):2329-39.
Lewington S, Clarke R, Qizilbash N, Peto R, Collins R; Prospective Studies Collaboration. Age-specific relevance of usual blood pressure to vascular mortality: a meta-analysis of individual data for one million adults in 61 prospective studies. Lancet 2002;360(9349):1903-13.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ข้อความและข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นของผู้เขียนบทความ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการหรือของวารสารกรมการแพทย์