ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถภาพแห่งตนต่อพฤติกรรมสุขภาพและความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง

ผู้แต่ง

  • จิรวรรณ สมหมาย โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จังหวัดตรัง
  • ศิริขวัญ แซ่ลิ่ม โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จังหวัดตรัง
  • นิฤมล ศรีโยธา โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จังหวัดตรัง
  • วรพล เวชชาภินันท์ โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จังหวัดตรัง
  • กิติพันธ์ ขาวนิ่ม โรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จังหวัดตรัง

คำสำคัญ:

โรคสะเก็ดเงิน, การรับรู้สมรรถภาพแห่งตน, พฤติกรรมสุขภาพ, ความรุนแรงของโรค

บทคัดย่อ

ภูมิหลัง: โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะในรายที่มีระดับความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่สามารถควบคุมโรคได้ การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพจึงมีความสำคัญต่อการควบคุมความรุนแรงของโรค โดยมีการรับรู้สมรรถภาพแห่งตนเป็นปัจจัยจิตสังคมสำคัญที่สามารถช่วยให้บุคคลสามารถบรรลุในพฤติกรรมที่คาดหวังได้อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและนำไปสู่การลดความรุนแรงของโรคได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถภาพแห่งตนที่พัฒนาประยุกต์ตามแนวคิด Bandura ต่อพฤติกรรมสุขภาพและความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรงมาก วิธีการ: การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง ดำเนินการในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจำนวน 145 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้ จังหวัดตรัง เกณฑ์การคัดเข้าโครงการวิจัยประกอบด้วย ผู้ป่วยอายุ 18-65 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์สาขาตจวิทยาว่าเป็นโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง สามารถสื่อสารภาษาไทยและยินยอมเข้าร่วม เกณฑ์การคัดออกจากโครงการวิจัย ได้แก่ การเข้าร่วมโครงการวิจัยอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน ภาวะจิตเวชรุนแรงหรือโรคระบบประสาท และโรคผิวหนังอื่นที่รบกวนการประเมิน (เชื้อรา ผื่นแพ้ผิวหนัง) โปรแกรมประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้จากแบบอย่าง การรับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งกระตุ้น โดยประเมินผลก่อนและหลังโปรแกรมจากพฤติกรรมสุขภาพค่าเฉลี่ยพื้นที่รอยโรค (Body Surface Area; BSA) และระดับความรุนแรงของโรควิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test และ Stuart-Maxwell test ผล: หลังการเข้าร่วมโปรแกรมพบว่า ผู้ป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยเฉพาะการรับประทานอาหารรสจืดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22.0 เป็นร้อยละ 97.7 (+75.7%) การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ลดลงร้อยละ 5.5 และ 3.5 ตามลำดับ และการใช้ยาตามแผนการรักษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 ค่าเฉลี่ย BSA ลดลงจากร้อยละ 22.58 เหลือร้อยละ 12.49 (–10.09%, p < .0001) กลุ่มผู้ป่วยระดับรุนแรงลดลงจากร้อยละ 22.8 เหลือร้อยละ 4.8 ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยระดับน้อยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0 เป็นร้อยละ 60.7 สรุป: โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถภาพแห่งตน สามารถเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง สะท้อนถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้ intervention ที่เน้น self-efficacy ในการจัดการโรคเรื้อรัง และสนับสนุนการบูรณาการโปรแกรมนี้ในคลินิกเฉพาะทางตติยภูมิเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

เอกสารอ้างอิง

Griffiths CEM, Armstrong AW, Gudjonsson JE, Barker JNWN. Psoriasis. Lancet 2021;397(10281):1301-15.

Ministry of Public Health, Department of Disease Control. Annual Epidemiological Surveillance Report 2020. Nonthaburi: Bureau of Epidemiology; 2021.

Takeshita J, Grewal S, Langan SM, Mehta NN, Ogdie A, Van Voorhees AS, et al. Psoriasis and comorbid diseases: epidemiology. J Am Acad Dermatol 2017;76(3):377-90.

Bandura A. Self-efficacy: The exercise of control. New York: Freeman; 1997.

Lorig KR, Holman H. Self-management education: history, definition, outcomes, and mechanisms. Ann Behav Med 2003;26(1):1-7.

Ngamjarus C. Sample size calculation for health science research. 1st ed. Khon Kaen: Khon Kaen University Printing House; 2021.

Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum Associates; 1988.

Barlow J, Wright C, Sheasby J, Turner A, Hainsworth J. Self-management approaches for people with chronic conditions: a review. Patient Educ Couns 2002;48(2):177-87.

Larsen MH, Hagen KB, Krogstad AL, Aas E, Wahl AK. Limited evidence of the effects of patient education and self-management interventions in psoriasis patients: a systematic review. Patient Educ Couns 2014;94(2):158-69.

Garbicz J, Całyniuk B, Górski M, Buczkowska M, Piecuch M, Kulik A, et al. Nutritional therapy in persons suffering from psoriasis. Nutrients 2021;14(1):119.

Wang Q, Wang J, Sun X, Liu L, Zhang M, Yu Y, et al. Evidence-based dietary recommendations for patients with psoriasis: A systematic review. Clin Nutr 2025;47:68-82.

Tian L, Weng Y, Xu A, Chen Y, Tang J. Effect of behavior modification combined with health belief model education on adherence to skin moisturizing care in patients with psoriasis vulgaris. Sci Rep 2024;14(1):31997.

World Health Organization. WHO guideline on self-care interventions for health and well-being. Geneva: WHO; 2020.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

15-09-2026

รูปแบบการอ้างอิง

1.
สมหมาย จ, แซ่ลิ่ม ศ, ศรีโยธา น, เวชชาภินันท์ ว, ขาวนิ่ม ก. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถภาพแห่งตนต่อพฤติกรรมสุขภาพและความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง. J DMS [อินเทอร์เน็ต]. 15 กันยายน 2026 [อ้างถึง 18 กันยายน 2026];51(3):147-54. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JDMS/article/view/276853

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ