การพัฒนากลไกการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข กรณีแอมโมเนียรั่วไหลในสถานที่ผลิตน้ำแข็ง จังหวัดขอนแก่น

ผู้แต่ง

  • วีรยา ถาอุปชิต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น
  • ศศิธร เอื้ออนันต์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น
  • ปฏิญญา สุวรรณรัตน์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น
  • วรวิทย์ อุทธา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น

คำสำคัญ:

การจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข, แอมโมเนียรั่วไหล, โรงงานผลิตน้ำแข็ง, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ, จังหวัดขอนแก่น

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนากลไก และศึกษาผลการใช้กลไกการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขกรณีแอมโมเนียรั่วไหลในสถานที่ผลิตน้ำแข็ง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีจำนวน 50 ใน 51 แห่ง (ร้อยละ 98.04) กระจายตัวอยู่ใกล้ชุมชนและขาดระบบจัดการความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการ 7 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง 7 ราย เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและเวทีระดมสมอง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะ “เข้มแข็งในระดับบุคคล แต่เปราะบางในเชิงระบบ” โดย ด้านการป้องกัน อาศัยประสบการณ์บุคลากรเป็นหลัก แต่มีความเสี่ยงจากอุปกรณ์เก่า ด้านการเตรียมความพร้อม เป็นจุดอ่อนที่สุด โรงงานส่วนใหญ่ซ้อมแผนดับเพลิง แต่ ไม่เคยซ้อมแผนรับมือแอมโมเนียรั่วไหลโดยเฉพาะ ด้านการตอบโต้ มีลักษณะเป็นการจัดการภายในตนเองและแจ้งหน่วยงานภายนอกเมื่อเหตุบานปลายแล้ว และ ด้านการฟื้นฟู ขับเคลื่อนด้วยข้อกฎหมายแต่ขาดกระบวนการถอดบทเรียนที่เป็นระบบ การวิจัยนี้นำไปสู่การพัฒนากลไกการบริหารจัดการเชิงบูรณาการที่สำคัญ 4 ด้าน คือ 1) การจัดตั้ง “ทีมตรวจประเมินแบบบูรณาการ” และมาตรการสนับสนุนทางการเงิน 2) การผลักดันให้มี “การซ้อมแผนเฉพาะทาง” ที่เชื่อมโยงกับแผนชุมชน 3) การสร้าง “ช่องทางแจ้งเหตุที่เป็นหนึ่งเดียว (Single Hotline)” พร้อมกำหนดบทบาทที่ชัดเจน และ 4) การจัดตั้ง “กองทุนประกันความเสี่ยง” และกลไก “การถอดบทเรียนร่วมกัน”กลไกที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการจัดการภาวะฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยที่ยั่งยืนแก่ชุมชน

 

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข. นโยบายกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2567-2568. 2567.

กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. สถานการณ์อุบัติภัยสารเคมีในประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564. 2564.

Bhattacharjee A, Verma A, Singh J. Analysis of past ammonia accidents in India. International Journal of Engineering Research & Technology. 2014;3(8):102-10.

Zhao L, Li X, Zhang L, Liu X, Suo J, Wu C. A Bayesian Network model for assessing the risk of mass casualties in hazardous chemical accidents. Journal of Loss Prevention in the Process Industries. 2022;75:104702.

กระทรวงอุตสาหกรรม. กฎกระทรวงกำหนดมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับระบบทำความเย็นที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำความเย็นในโรงงาน พ.ศ. 2554. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 72 ก (21 ตุลาคม 2554): 13-21.

Ahmad R, Md Yasin SM. The Level of Compliance with Occupational Safety and Health (OSH) Standards among Ice Manufacturing Factory Workers. International Journal of Academic Research in Business and Social Sciences. 2024;14(2):1378–92.

สุรสิทธิ์ สิงห์แก้ว. การประยุกต์ใช้เครื่องมือเพื่อตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำแข็งหลอด. กระทรวงอุตสาหกรรม. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ. 2566

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย. แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ.

วิลาวัลย์ เอี่ยมสอาด, เวสารัช วรุตมะพงศ์พันธุ์. การถอดบทเรียนการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดระยอง. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2023;32(4):615-28.

Haddad P, Ghadiri M, Mohammadfam I. A management model for auditing emergency response plans. Safety and Health at Work. 2014;5(3):141-8.

กระทรวงอุตสาหกรรม. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจสอบและทดสอบความปลอดภัยของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในระบบทำความเย็น และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2567. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 50 ง (19 กุมภาพันธ์ 2567): 33-39.

Kemmis S, McTaggart R. The Action Research Planner. 3rd ed. Geelong: Deakin University Press; 1988.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-01-01