การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคเรื้อนภายหลังการปรับเปลี่ยนนิคมสู่ชุมชนปกติ โดยชุมชนมีส่วนร่วม : กรณีศึกษานิคมโรคเรื้อนปราสาท อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

ผู้แต่ง

  • นิยม ไกรปุย สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา
  • โกเมศ อุนรัตน์ สถาบันราชประชาสมาสัย

คำสำคัญ:

การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคเรื้อน, ภายหลังการปรับเปลี่ยนนิคมสู่ชุมชนปกติ, ชุมชนมีส่วนร่วม

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ใช้เทคนิควิธีการแบบผสม (mixed method)
เพื่อศึกษา การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคเรื้อนโดยชุมชนมีส่วนร่วมหลังการเปลี่ยนแปลงจาก
นิคมโรคเรื้อนเป็นชุมชนปกติ โดยใช้แนวคิดการจัดการแบบมีส่วนร่วม จากการศึกษาพบว่า บริบทสภาพปัญหา
ในอดีตนิคมโรคเรื้อนปราสาทถูกบุกรุกที่ดินทำกิน และปัญหาหลังการถ่ายโอนนิคมพบความรังเกียจของประชาชน
ในชุมชนต่อผู้ป่วยโรคเรื้อน ชุมชนไม่มีความใกล้ชิดกันมีความรังเกียจ ผู้ประสบปัญหาจากโรคเรื้อนส่วนใหญ่
มีข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมทางสังคมร้อยละ 41.7 ที่จะต้องมีการฟื้นฟูสภาพ พบว่ารูปแบบการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย
โรคเรื้อนหลังปรับเปลี่ยนจากนิคมสู่ชุมชนปกติ ประกอบด้วย 1) การจัดตั้งกลุ่มจิตอาสาราชประชาสมาสัย
ขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมฟื้นฟูสภาพ ผู้พิการจากโรคเรื้อนกับผู้พิการในชุมชนทั่วไป 2) การบูรณาการทำงาน
ของทีมจิตอาสา ทีมประกอบด้วย แกนนำชุมชน บุตรผู้พิการจากโรคเรื้อนและผู้พิการในชุมชนทั่วไป กับตัวแทน
ผู้พิการจากโรคเรื้อน ร่วมดำเนินการ ดังนี้ 2.1 วิเคราะห์ปัญหาและการฟื้นฟูด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม
2.2 ร่วมทำแผนการฟื้นฟูสภาพ 2.3 ร่วมระดมทุนและตั้งกองทุนฟื้นฟูสภาพในการพัฒนาอาชีพ 2.4 การส่งเสริม
ประเพณีวัฒนธรรม มีความใกล้ชิดกันลดความรังเกียจ 2.5 การส่งเสริมสุขภาพผู้พิการจากโรคเรื้อนและผู้พิการ
ในชุมชน

เอกสารอ้างอิง

1. สถาบันราชประชาสมาสัย.รายงานสถานการณ์โรคเรื้อน.นนทบุรี,2552.(เอกสารถ่ายสำเนา)
2. ประชาธิป กะทา. การตีตราและรังเกียจเดียดฉันท์.วารสารหมออนามัย, 2550.
3. สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ. พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
คนพิการ พ.ศ. 2550. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. ดีสุวรรณ ซัพพลาย
เซอร์วิส, 2552.
4. องค์อาจ นัยพัฒน์. การออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และผสมผสานวิธีการ. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554. พี่เพิ่มให้
5. The Salsa Collaborative Study Group. The Development of a shot questionnaire for screening
of activity limitation and safety awareness (SALSA) in clients affected by leprosy or diabetes.
Disabil Rehabil., 2007
6. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.บัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน ความพิการและสุขภาพ (ฉบับ
ภาษาไทย), 2547.
7. ธีระ รามสูต. ตำราโรคเรื้อน. กรุงเทพฯ: นิวธรรมดา, 2535.
8. The National Leprosy Control Program. Rapid Assessment of Disability in Leprosy in Indonesia,
2008.
9. สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ.อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ. กรุงเทพมหานคร:
หจก.ไอเดีย สแควร์, 2552
10. ศิรามาศ รอดจันทร์, โกวิท คัมภีรภาพ, จินตนา วรสายัณห์, สงกรานต์ ภู่พุกก์, พจนา ธัญญกิตติกุล
และคณะ (2550) คุณภาพชีวิตและการมีส่วนร่วมทางสังคมของผู้ประสบปัญหาจากโรคเรื้อน, วารสาร
ราชประชาสมาสัย, 5 (1): 1-14.
11. World Health Organization. Community – based rehabilitation : CBR Guidelines (Supplementary
booklet), 2010.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-01-31

รูปแบบการอ้างอิง

ไกรปุย น., & อุนรัตน์ โ. (2019). การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคเรื้อนภายหลังการปรับเปลี่ยนนิคมสู่ชุมชนปกติ โดยชุมชนมีส่วนร่วม : กรณีศึกษานิคมโรคเรื้อนปราสาท อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา, 25(1), 55–63. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ODPC9/article/view/187114

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ