ความชุกของพยาธิใบไม้ตับ และหนอนพยาธิลำไส้ โดยการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธี Modi f ied Kato-Katz และวิธี Mini Parasep® SF ในพื้นที่เสี่ยงเขตสุขภาพที่ 9 ปี พ.ศ. 2559

ผู้แต่ง

  • ธนเดช สัจจวัฒนา สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา
  • อินท์ฉัตร สุขเกษม สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา

คำสำคัญ:

ความชุกพยาธิใบไม้ตับ, Opisthorchis viverrini, หนอนพยาธิลำไส้, ความรุนแรงของการติดพยาธิ, วิธี Modi f ied Kato-Katz, วิธี Mini Parasep® SF

บทคัดย่อ

การศึกษาความชุกของพยาธิใบไม้ตับชนิด Opisthorchis viverrini หนอนพยาธิลำไส้ โดยการตรวจ
วินิจฉัยด้วยวิธี Modi f ied Kato-Katz และวิธี Mini Parasep® SF ในพื้นที่เสี่ยงของเขตสุขภาพที่ 9 ปี พ.ศ. 2559
มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความชุกพยาธิใบไม้ตับและหนอนพยาธิลำไส้อื่นๆ จากการตรวจ 2 วิธี และ
เพื่อหาความรุนแรงของการติดพยาธิใบไม้ตับและพยาธิลำไส้อื่นๆ ในเขตสุขภาพที่ 9 นครชัยบุรินทร์ ประชากร
ที่ศึกษา คือ ประชากรในหมู่บ้านจากตำบลของอำเภอเสี่ยงในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ
ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 905 รายต่อแห่ง รวมทั้งหมด 10,860 ราย จากการสุ่มแบบหลาย
ขั้นตอน (Multistage cluster sampling) ตรวจหาไข่พยาธิจากอุจจาระด้วยวิธี Modi f ied Kato-Katz และ
วิธี Mini Parasep® SF ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของการติดพยาธิใบไม้ตับภาพรวมจากวิธี Modi f ied Kato-Katz
พบร้อยละ 16.3 วิธี Mini Parasep® SF พบร้อยละ 6.4 โดยจังหวัดบุรีรัมย์พบการติดพยาธิใบไม้ตับสูงกว่า
ร้อยละ 10 ทั้ง 2 วิธี ทั้งในภาพรวมจังหวัดและระดับพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์และนครราชสีมามีการติดพยาธิตํ่าสุด
ทั้ง 2 วิธี ส่วนความรุนแรงของการติดพยาธิใบไม้ตับพบสูงสุดในจังหวัดนครราชสีมา พบจำนวนไข่พยาธิ
โดยเฉลี่ย 307.6 ใบต่ออุจจาระ 1 กรัม และจังหวัดบุรีรัมย์ 2 พื้นที่ คือ 66.4 และ 18.4 ใบต่ออุจจาระ 1 กรัม
วิธี Modi f ied Kato-Katz สามารถตรวจพบความชุกของการติดพยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดกลาง พยาธิปากขอ พยาธิ
ตัวตืด และพยาธิแส้ม้า ส่วนวิธี Mini Parasep® SF สามารถตรวจพบพยาธิสตรองจิลอยด์ พยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็ก
และพยาธิไส้เดือนมากกว่าวิธี Modi f ied Kato-Katz สรุปผลการศึกษา จังหวัดบุรีรัมย์มีความชุกของพยาธิใบไม้ตับ
และพยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็ก พยาธิสตรองจิลอยด์สูงทั้งในระดับจังหวัดและในพื้นที่ด้วยวิธีการตรวจทั้ง 2 วิธี
และยังพบว่า มีความรุนแรงของการติดพยาธิใบไม้ตับสูงถึง 2 พื้นที่จาก 12 พื้นที่ จึงถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มี
ปัญหาทั้งความชุกและความรุนแรงของพยาธิใบไม้ตับและหนอนพยาธิลำไส้ชนิดอื่นๆ ในพื้นที่เสี่ยงที่ทำการศึกษา
ดังนั้นหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธี Modi f ied Kato-Katz ในการดำเนินงานควบคุม
ป้องกัน และรักษาพยาธิใบไม้ตับ ส่วนพื้นที่ที่มีความพร้อมสามารถเพิ่มเติมการตรวจด้วยวิธีหลอดตรวจเข้มข้น
Mini Parasep® SF

เอกสารอ้างอิง

1. International Agency for Research on cancer. Infection with liver f lukes (Opisthorchis viverrini,
Opisthorchis felineus and Clonorchis sinensis), IARC Monogr Eval Carcinog Risks Hum. 1994;
61:121-75.
2. ณัฏฐวุฒิ แก้วพิทูลย์. พยาธิใบไม้ตับในประเทศไทย. วารสารวิชาการ มอบ. 2553; 12(1):49-63.
3. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. การสาธารณสุขไทย 2544-2547. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์, 2547.
4. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา. รายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์โรคพยาธิใบไม้ตับและ
มะเร็งท่อนํ้าดีในพื้นที่เขตนครชัยบุรินทร์ พ.ศ.2556-2557. นครราชสีมา: 2557.
5. วีระชัย สายจันทา, ชัยรัตน์ ตัณทราวัฒน์พันธ์. วิธีการตรวจเพื่อวินิจฉัยผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ. วารสารเทคนิค
การแพทย์และกายภาพบำบัด 2552; 21(3):198-225.
6. วิน เชยชมศรี, เชาวลิตร จีระดิษฐ์ และพรเพ็ญ เตชะมนตรีกุล. คู่มือการตรวจโรคหนอนพยาธิ. พิมพ์ครั้งที่ 2 ;
กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรคติดต่อ, 2541.
7. Jongsuksuntigul P, Imsomboon T. Opisthorchiasis control in Thailand. Acta Trop. 2003 ; 88 (3) :
229-32.
8. สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค. รายงานผลการศึกษาสถานการณ์โรคหนอนพยาธิและโปรโตซัว
ในลำไส้ในประเทศไทย ปี พ.ศ.2552. นนทบุรี: 2552.
9. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา. สรุปผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาภาคีเครือข่ายเฝ้าระวัง
ป้องกันโรคและภัยสุขภาพ–การป้องกันควบคุมโรคหนอนพยาธิในพื้นที่พื้นที่เขตตรวจสาธารณสุข เขต 14
(เขตพื้นที่เครือข่ายบริการที่ 9) ปี 2556. นครราชสีมา: 2556.
10. สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค. ข้อมูลความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับ ปี พ.ศ. 2557. นนทบุรี:
2557.
11. Sithithaworn P, Andrews RH, Nguyen VD, et al. The current status of opisthorchiasis and clonorchiasis
in the Mekong Basin. Parasitol International 2012;61:10-6.
12. Sripa B, Bethony JM, Sithithaworn P, et al. Opisthorchiasis and Opisthorchis-associated
cholangiocarcinoma in Thailand and Laos. Acta Trop 2011; 120. (suppl 1):158-68.
13. บรรจบ ศรีภา, พวงรัตน์ ยงวนิชย์, ชวลิต ไพโรจน์กุล. สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมะเร็งท่อนํ้าดี: ปฐมบท
ความสัมพันธ์กับพยาธิใบไม้ตับ. ศรีนครินทร์เวชสาร 2548 ; 20(3):122-134.
14. Sanprasert V, Charuchaibovorn S, Bunkasem U, et al. Comparison between direct smear, formalin-ethyl
acetate concentration, and Mini Parasep® Solvent-Free Concentrator for screening of intestinal
parasitic infections among school-age children. Chula Med J 2016;60(3):255-69.
15. Haswell- lkins MR, Mairiang E, Mairiang P, et al. Cross-sectional study of Opisthorchis viverini
infection and cholangiocarcinoma in communities within a high-risk area in northeast Thailand.
Int cancer 1994 ; 59 : 505-9.
16. ไพบูลย์ สิทธิถาวร. บทบาทของพยาธิใบไม้ตับต่อการเกิดโรคมะเร็งท่อนํ้าดีในสถานการณ์ปัจจุบัน. ศรีนครินทร์
เวชสาร 2548;20(3):135-142.
17. กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ. ปรสิตหนอนพยาธิทางการแพทย์ ทฤษฎีและปฏิบัติการ. นนทบุรี:
2537.

เผยแพร่แล้ว

2017-03-31

รูปแบบการอ้างอิง

สัจจวัฒนา ธ., & สุขเกษม อ. (2017). ความชุกของพยาธิใบไม้ตับ และหนอนพยาธิลำไส้ โดยการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธี Modi f ied Kato-Katz และวิธี Mini Parasep® SF ในพื้นที่เสี่ยงเขตสุขภาพที่ 9 ปี พ.ศ. 2559. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา, 23(1), 64–75. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ODPC9/article/view/189056

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ