พฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง : กรณีศึกษาโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลหนองปลิง จังหวัดนครราชสีมา
คำสำคัญ:
พฤติกรรมเสี่ยง, กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงบทคัดย่อ
พฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงรายบุคคล สำคัญต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อ
ลดเสี่ยงลดโรค การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมเสี่ยง
และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ศึกษาในกลุ่มเสี่ยงสูง
โรคความดันโลหิตสูงที่ได้รับการคัดกรองและขึ้นทะเบียนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองปลิง ในระหว่าง
เดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้น จำนวนทั้งหมด 1,206 คน นำมาคำนวณ
ขนาดตัวอย่างได้ 300 คน โดยการสุ่มแบบง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านการ
ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ด้านโรคความดันโลหิตสูงและด้านพฤติกรรม
สุขภาพได้ดัชนีความสอดคล้อง 0.86 และทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ์ประเด็นความรู้เกี่ยวกับ
โรคความดันโลหิตสูงได้ค่าความเชื่อมั่น .78 และความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเสี่ยง
ได้ค่าความเชื่อมั่น .81 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติ t- test และ F- test
ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากที่สุด (ร้อยละ 61.0) มีอายุระหว่าง 35 - 45 ปี
(ร้อยละ 54.3) มีสถานภาพสมรส (ร้อยละ78.3) จบชั้นประถมศึกษามากที่สุด (ร้อยละ53.0) ประกอบอาชีพ
ทำไร่/ทำนา/ทำสวน มากที่สุด (ร้อยละ 37.7) และ มีรายได้ตํ่ากว่า 5,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 48.3)
ค่าดัชนีมวลกายส่วนมากอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ร้อยละ 66.7) และไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 65.3) บุคคล
ในครอบครัวหรือพี่น้องส่วนใหญ่ไม่มีบุคคลใดป่วยเป็นโรคเบาหวาน (ร้อยละ 57.04) และไม่มีบุคคลใดป่วย
เป็นโรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 51.84) ได้รับความรู้ด้านสุขภาพจากอาสาสมัครสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่
สาธารณสุข (ร้อยละ 56.3) เมื่อเจ็บป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (ร้อยละ 56.0) และ
ไม่ใช้ภูมิปัญญาในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (ร้อยละ 70.7) มีความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง
อยู่ในระดับปานกลาง มีพฤติกรรมเสี่ยงในระดับเสี่ยงมากทุกด้าน หากจำแนกรายข้อพบว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง
มากที่สุด คือ การเติมนํ้าปลา ซีอิ้ว นํ้าตาล ผงชูรส รสดี ซอสปรุงรสในการปรุงอาหารในแต่ละมื้อและเพิ่มในอาหาร
ก่อนรับประทาน, การรับประทานอาหารทอด และการรับประทานอาหารที่ไขมันสูงและโคเลสเตอรอลสูง, การไม่ออก
กำลังกายและออกกำลังกายน้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งน้อยกว่า 30 นาที, มักจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เมื่อมีงานสังสรรค์หรือตามวันเทศกาล และมีอาการเมาไม่ได้สติเป็นประจำมากกว่า 5 ครั้ง/เดือนและมักดื่ม
เมื่อรู้สึกเครียด, ส่วนใหญ่สูบบุหรี่และอยู่ในบริเวณเดียวกันกับผู้สูบบุหรี่, ส่วนใหญ่มักพบกับเรื่อง /เหตุการณ์
ที่ทำให้อารมณ์ไม่ดี/ เครียด/กังวล/โกรธ เป็นประจำ และเมื่อรู้สึกเครียดจะรับประทานอาหารและขนมหวาน
เพื่อระงับความเครียด และปัจจัยระดับการศึกษา อาชีพ รายได้และความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง
มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ควรนำผลวิจัย
ที่ได้ไปพัฒนารูปแบบการจัดบริการสนับสนุนการจัดการตนเอง (Self-management support) ของกลุ่มเสี่ยง
โดยให้ “กลุ่มเสี่ยง” เป็นศูนย์กลางในการจัดการโรคเพื่อการดูแลตนเอง (Patients self-care) มีการประเมินผล
และการยกย่องชมเชยแก่กลุ่มเสี่ยงที่จัดการตนเองดีและนำข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงรายบุคคล มาร่วมวิเคราะห์
กับกลุ่มเสี่ยงเพื่อให้รับรู้พฤติกรรมเสี่ยงและผลกระทบต่อตนเองในอนาคต รวมถึงให้สอบถามปัญหาจนรู้สึก
ยอมรับในการลดปัจจัยเสี่ยงด้วยตนเองเกิดความรู้ความตระหนัก เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เกิดวัฒนธรรม
ในการดูแลตนเอง ลดเสี่ยง ลดอัตราป่วยรายใหม่และลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาได้อย่างมหาศาลต่อไป
เอกสารอ้างอิง
5: 269-280. Thai.
2. Puangpetch L. Self-care behaviors and complications of patients with hypertension hospital.
Region 6 Medical J. 2009; 23:141-51.
3. กระทรวงสาธารณสุข. รายงานการศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ. 2552. กรุงเทพฯ:
สำนักนโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, 2555.
4. กระทรวงสาธารณสุข. การควบคุมดูแลโรคความดันโลหิตสูง. กรุงเทพฯ:สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์
สำนักงานลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2554.
5. กุลพิมล เจริญดี และนิตยา พันธุเวทย์. นโยบายในการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในกลุ่มงาน
โรคไม่ติดต่อ 2552. (ระบบออนไลน์). สืบค้นจาก http://portal.in.th/ les/2/4/2/2009/11/06/
DMday2009.pdf (ค้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557).
6. กรมควบคุมโรค. รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เขตบริการสุขภาพที่ 9 ปี พ.ศ. 2553-2556.
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา, 2558.
7. อรุณ จิรวัฒน์กุล. สถิติวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อการวิจัย. กรุงเทพมหานคร:วิทยาพัฒน์, 2552.
8. Bloom, B.S. Taxonomy of Education Objective. The Classi cation of Education Goals ,Handbook I :
Cognitive Domain. New York : David Mckay Company, 1988.
9. กรมควบคุมโรค. การปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
(รพ.สต.). สำนักโรคไม่ติดต่อ. กรุงเทพ, 2556.
10. สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์. ความดันโลหิตสูง. (ระบบออนไลน์). สืบค้นจาก http://www.yourhealthyguide.
com/article/ah-hypertension-2.html (ค้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2557).
11. กรมการแพทย์. การทบทวนวรรณกรรมสถานการณ์ปัจจุบันและรูปแบบการบริการด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง.
สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์, กรุงเทพฯ, 2557.
12. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดาวเรือง. ปัจจัยและพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และ
โรคเบาหวานของประชากรกลุ่มเสี่ยงในตำบลดาวเรือง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี. วารสารพยาบาลสงขลา
นครินทร์ 2254;32(3):51-66.
13. ณิชารีย์ ใจคำวัง. พฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง: กรณีศึกษา
โรงพยาบาลส่งเสริมตำบลปากคะยาง จังหวัดสุโขทัย. วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต
2558;3(2):173-184.
14. อรรถพงศ์ เพ็ชร์สุวรรณ์. พฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน
กรณีศึกษา ผู้มารับบริการทางการแพทย์ เขตสถานีอนามัย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี วิทยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2552.
15. มงคล การุณงามพรรณ, สุดารัตน์ สุวารี และนันทนา นํ้าฝน. พฤติกรรมสุขภาพและภาวะสุขภาพของ
คนทำงานในสถานประกอบการเขตเมืองใหญ่:กรณีศึกษาพื้นที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร, 2555.
16. กิตติศักดิ์ พรมดาว, กมลทิพย์ เทียมทัด และสุปราณี การพึ่งตน. พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดัน
โลหิตสูงและเบาหวานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิทยาลัย
พยาบาลบรมราชชนนีนครราชสีมา 2556 ;19(1) : 19-30.
17. จินดาพร ศิลาทอง. พฤติกรรมการสูบบุหรี่.กรุงเทพฯ: บริษัทสยามมาพร จำกัด, 2553.
18. ณัฐรินีย์ หนูเทพ และสกาวเดือน ขาวล้วน. การศึกษาความรู้ พฤติกรรม ทัศนคติ การบริโภคอาหารและ
การออกกำลังกายของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน เส้นเลือดในสมองและภาวะอ้วน
หมูท่ ี่ 4, 5, 7 ตำบลบอ่ หิน อำเภอสีเกา จังหวัดตรัง. รายงานวิจัย. สถานีอนามัยไรอ่ อก จังหวัดตรัง, 2553.
19. Hoerger TJ, Harris R, Hicks KA, Donahue K, Sorensen S, Engelgau M. Screening for type 2
diabetes mellitus: a cost-effectiveness analysis. Annals of internal medicine. 2004 ; 140(9) :
689-99.
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา
