สถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติจากเอชไอวีในเขตสุขภาพที่ 9 ปี 2560
คำสำคัญ:
เลือกปฏิบัติ, ผู้ติดเชื้อHIV, ตีตรา, ผู้ให้บริการบทคัดย่อ
การตีตราและเลือกปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพมีผลต่อการเข้าสู่ระบบบริการและภาวะสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้วิจัยจึงศึกษาสถานการณ์การตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับ เอชไอวี ในเขตสุขภาพที่ 9 นำร่อง 2 จังหวัด คือ นครราชสีมาและชัยภูมิ วิธีการศึกษาการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มารับบริการในสถานบริการสุขภาพจำนวน 642 คน และกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพ จำนวน 648 คน เก็บข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม ในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2560 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา ค่าความถี่ ร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า ผู้ปฏิบัติงานมีตำแหน่งเป็นพยาบาลมากที่สุด (ร้อยละ 36.9) เคยสังเกตพบเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่กังวลว่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากการให้บริการ ร้อยละ 39.7ให้บริการด้วยคุณภาพ ด้อยกว่าผู้อื่น ร้อยละ 7.8 ส่วนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นเพศชาย ร้อยละ 50 อายุเฉลี่ย 42.8 ปี ทราบว่าตนเอง ติดเชื้อมา 9.1 ปี เคยหลีกเลี่ยงการไปรักษาในโรงพยาบาลหรือไปล่าช้า ร้อยละ13.1 ตอบว่าเคยถูกละเมิดสิทธิ เช่น บังคับตรวจเอชไอวีก่อนผ่าตัด ร้อยละ 11.8 หรือผลเลือดเปิดเผยจากการทำเครื่องหมายว่าติดเชื้อในแฟ้มประวัติ ร้อยละ 6.6 การตีตราและเลือกปฏิบัติผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานบริการเขตสุขภาพที่ 9 ยังคงมีทัศนคติตีตรา ต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 62 ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่บริการช้า ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เสียชีวิตหรือนำไปสู่การแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ เพื่อลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในเขตสุขภาพที่ 9 จึงควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดระบบบริการสุขภาพ โดยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการติดเชื้อเอชไอวีให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทบทวนหลักการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อตามหลักสากล (Universal Precaution) และหลักสูตรการให้บริการที่เป็นมิตร
คำสำคัญ: การตีตรา, เลือกปฏิบัติ, ผู้ให้บริการ, ผู้ติเชื้อเอช ไอ วี
เอกสารอ้างอิง
Katz IT, Ryu AE, Onuegbu AG, Psaros C, Weiser SD, Bangsberg DR, Tsai AC. Impact of HIV-related stigma on treatment adherence: systematic review and meta-synthesis. J Int AIDS Soc. 2013 Nov 13;16(3 Suppl 2):18640. doi: 10.7448/IAS.16.3.18640.
Kalichman SC, Simbayi LC. HIV testing attitudes, AIDS stigma, and voluntary HIV counselling and testing in a black township in Cape Town, South Africa. Sex Transm Infect. 2003 Dec;79(6):442-447.
MacQuarrie, Kerry, Traci Eckhaus, and Laura Nyblade. 2009. "HIV-related stigma and discrimination: A summary of recent literature." Geneva, Switzerland: UNAIDS.
Nyblade L, Stangl A, Weiss E, Ashburn K. Combating HIV stigma in health care settings: what works? J Int AIDS Soc. 2009 Aug 6;12:15.
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์. 2555. “แผนงานด้านข้อมูลยุทธศาสตร์และ การติดตามและประเมินผลโครงการเอชไอวี/เอดส์ปีพ.ศ. 2555-2559”.
Kist, Leslie. 1965. Survey Sampling. New York: John Wiley and Sons, Inc.
Wolfe WR, Weiser SD, Leiter K, Steward WT, Percy-de Korte F, Phaladze N, Iacopino V, Heisler M. The impact of universal access to antiretroviral therapy on HIV stigma in Botswana. Am J Public Health. 2008 Oct;98(10):1865-1871.
Turan JM, Miller S, Bukusi EA, Sande J, Cohen CR. 2008. "HIV/AIDS and maternity care in Kenya: how fears of stigma and discrimination affect uptake and provision of labor and delivery services." AIDS Care20(8):938-45
ศูนย์บริการจัดการแก้ไขปัญหาเอดส์ชาติ (ศบจอ.). 2557. “แผนการดำ เนินงานเพื่อการยุติปัญหาเอดส์ในระยะ 5 ปี ของประเทศไทย ปีพ.ศ. 2558-2562.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา
