ผลของการใช้ท่ามณีเวชต่อการเผชิญความเจ็บปวดและระยะเวลาคลอดในหญิงครรภ์แรก โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี

ผู้แต่ง

  • พยุงศรี อุทัยรัตน์
  • อาลี แซ่เจียว

คำสำคัญ:

มณีเวช การเผชิญความเจ็บปวด หญิงเจ็บครรภ์คลอดครรภ์แรก, ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว (Active phase)

บทคัดย่อ

หญิงเจ็บครรภ์คลอดครรภ์แรกต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในระยะคลอดเป็นเวลานาน 10 - 12 ชั่วโมง โดยเฉพาะระยะปากมดลูกเปิดเร็ว (Active phase) ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่มีความรุนแรงขึ้นและถี่ขึ้น ซึ่งหญิงครรภ์แรกไม่มีประสบการณ์การคลอด จึงเกิดความกลัว ความวิตกกังวล การบรรเทาความเจ็บปวดด้วยการใช้ท่ามณีเวชจึงเป็นทางเลือกหนึ่งมาใช้ดูแลผู้คลอด การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการใช้ท่ามณีเวชต่อการเผชิญความเจ็บปวด และระยะเวลาการคลอด ของหญิงครรภ์แรก งานห้องคลอด โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี การเลือกกลุ่มตัวอย่าง เป็นแบบเฉพาะเจาะจง ตามคุณสมบัติที่กำ�หนดไว้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลปกติ จำ�นวน 30 คน เก็บข้อมูลในวันคู่ และกลุ่มทดลองได้รับการดูแลปกติร่วมกับการใช้ท่ามณีเวชจำ�นวน 30 คน เก็บข้อมูลในวันคี่ เก็บข้อมูลวิจัย 1 พฤษภาคม 2558 – 31 มีนาคม 2559 รวมระยะเวลา 11 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย คู่มือการใช้ท่ามณีเวชในการดูแลหญิงเจ็บครรภ์คลอด และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้แบบสอบถามส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการคลอด แบบวัดระดับเสียงร้องโวยวาย แบบวัดความเจ็บปวด (Numeric rating Scale) ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำ�นวน 5 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ จำ�นวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (Independent t-test) ที่ระดับนัยสำ�คัญ 0.05ผลการศึกษา การใช่ท่ามณีเวชในการดูแลหญิงเจ็บครรภ์คลอดครรภ์แรกพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความเจ็บปวดขณะมดลูกหดรัดตัวของหญิงเจ็บครรภ์คลอด หลังเข้าโครงการ ระยะปากมดลูกเปิด 3-4 ซม. ของกลุ่มทดลอง (X = 4.90) และกลุ่มควบคุม (X = 5.67) ไม่แตกต่างกันทั้งสองกลุ่ม และระยะปากมดลูกเปิด 6–8 ซม. ของกลุ่มทดลอง (X =7.55) น้อยกว่ากลุ่มควบคุม (X = 9.00) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำ�คัญทางสถิติ (p<0.05) 2) ค่าเฉลี่ยระดับเสียงร้องโวยวาย ของระยะปากมดลูกเปิด 3–4 ซม. และระยะปากมดลูกเปิด 6–8 ซม. ของกลุ่มทดลอง (X =1.53 และ 2.27) และกลุ่มควบคุม (X =1.30 และ 2.27) ไม่แตกต่างกันทั้งสองกลุ่ม 3) ค่าเฉลี่ยระยะเวลาคลอดระยะปากมดลูกเปิดเร็วของกลุ่มทดลอง (X = 194.60 นาที) น้อยกว่ากลุ่มควบคุม (X = 261.17 นาที) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำ�คัญทางสถิติ (p < 0.05 )สรุป การใช้ท่ามณีเวชมาดูแลหญิงเจ็บครรภ์คลอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ และเป็นบทบาทอิสระที่ทีมพยาบาลห้องคลอดสามารถนำ�มาใช้ดูแลผู้คลอด เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและลดระยะเวลาการคลอดของระยะปากมดลูกเปิดเร็ว (Active phase)ได้โดยไม่ต้องใช้ยา ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข

เอกสารอ้างอิง

เยื้อน ตันนิรันดร. การคลอดผิดปกติ (Abnormal Labor).ในถวัลย์วงค์ รัตนสิริ, ฐิติมา สุนทรสัจและสมศักดิ์ สุทัศน์วรวุฒิ, บรรณาธิการ. สูติศาสตร์ ฉุกเฉิน (Emergency obstetrics) ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. หน้า 133. กรุงเทพฯ:
พิมพ์ดี; 2553.

Davidson, M. R., London, M. L., & Ladewig, P.A. W. Olds’ maternal-newborn nursing &women’s health across the lifespan. 8th ed. Upper Saddle River, NJ: Pearson Education; 2008.

ประทุมพร เพียรจริง, ละมัย วีระกุล, บุษยา ยารังสี,ผกา สุขเจริญ และสุทธิพร พรมจันทร์. ผลของโปรแกรมการเตรียมตัวคลอดต่อความรู้และพฤติกรรมการเผชิญความเจ็บปวดในระยะคลอดในมารดาครรภ์แรก.วารสารสภาการพยาบาล 2554; 16 : 25–36.

Dick-Read G. Childbirth without Fear. 5th ed.New York: Harper & Row; 1984.

พิริยา ศุภศรี. การพยาบาลในระยะคลอด. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริม; 2551.

ศศิธร พุมดวง. การลดปวดในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา. สงขลา: เค ก๊อปปี้; 2553.

ชนิดาภา เนียมปัชชา, สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล, และสุพรรณี อึ้งปัญสัตวงศ์. ความสัมพันธ์ระหว่างความกลัวการคลอด ความเจ็บปวดในระยะคลอดและความเหนื่อยล้าหลังคลอด. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ 2554; 34(4): 56-64.

พัญญู พัญธ์บูรณะ. การคลอดยาก: Dystocia. ในวรพงศ์ ภู่พงศ์ (บรรณาธิการ), การดูแลปัญหาที่พบบ่อยทางสูติศาสตร์ : management of common problem in obstetrics. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี; 2555.หน้า 187-198

Simkin, P. Maternal: Position and pelvis revisited.Birth 2002; 30(2): 130-132.

ศศิธร พุมดวง. สูติศาสตร์ระยะคลอด. สงขลา:อัลลายด์เพรส; 2555.

Simpson, K.K.,&Cheehan,P.A. Perinatal Nursing. New York. Newyork: Lippincott-Raven Publishing;1996.

จินตนา บ้านแก่ง. การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเจ็บปวดในระยะคลอด. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ:อักษรไทย; 2533.

ดาริกา วรวงศ์, สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล และวิชุดา ไชยศิวามงคล. ระดับความเจ็บปวดของมารดาในระยะที่ 1 ของการคลอดหลังได้รับยาบรรเทาปวดโดยใช้เทคนิคการหายใจ การลูบท้องและการนวดก้นกบ. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ 2554; (3): 32-49.

ศิริพร พงษ์โภคา. การบรรเทาปวดในระยะคลอด.ใน ศิริพร พงษ์โภคา, อรนุช เชาว์ปรีชา, ชลดา จันทร์ขาว และ พรทิพย์ ชีวะพัฒน์, บรรณาธิการ. การพยาบาลมารดาในระยะคลอด. หน้า 31-51.กรุงเทพฯ: บางกอกบล็อก; 2550.

สุภาวดี หารวาระ. ผลการเตรียมเพื่อการคลอดด้วยตนเองต่อการเผชิญความเจ็บปวดและความวิตกกังวลในระยะคลอด. ยโสธรเวชสาร 2554; 13(1): 5-15.

สมปอง ใช้ไหวพริบ. การลดความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา. วารสารพยาบาลศาสตร์ 2343;18 (3): 25-32.

Thompson,E.D. Introduction Maternity and Peadiatric Nursing. Philadelphia: W.B. Saunders Company; 1995.

ธรรมนูญ สุขุมานันท์, อาลี แซ่เจียว และดวงตา ภัทโรพงศ์. การบูรณาการการดูแลและส่งเสริมสุขภาพหญิงเจ็บครรภ์คลอดและหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 6-7 2555; 26 (2) (ฉบับแทรก):
507-520.

ประวิทย์ อินทรสุขุม, และจุฑารัตน์ เกิดเจริญ.(2554). ผลของการประคบร้อนด้วยลูกประคบสมุนไพรต่อความก้าวหน้าในระยะคลอดของหญิงครรภ์แรก.วารสารวิชาการสาธารณสุข 2554; 20(6): 1065-1075.

ประสิทธิ์ มณีจิระปราการ. การจัดกระดูกแบบโบราณของไทย-จีน-อินเดีย. วีดีทัศน์การบรรยายโครงการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย ครั้งที่ 1. กองการแพทย์ทางเลือกกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกผลของการใช้ท่ามณีเวชต่อการเผชิญความเจ็บปวดและระยะเวลาคลอดในหญิงครรภ์แรก โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี

กานดา วัชรสินธุ์. กายวิภาคแบบมีชีวิตและแนวทางการจัดสมดุลมณีเวช. วารสารมณีเวช 2551; 1:85–92.

พยุงศรี อุทัยรัตน์. ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายต่ออาการ ปวดหลังส่วนล่างของผู้ที่ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต.สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.

Ningsanond, N. SIMPLE WAY TO MAKE LIFE EASIER…BY MANEEVEDA. Journal of Srinakharinwirot University (Journal of Science and Technology) 3 (5): 1-13, 2554.

นิภาพรรณ มณีโชติวงศ์, ปราณี ธีรโสภณ, และสมจิตร เมืองพิล. (2555). ผลของการกดจุดสะท้อนที่เท้า ต่อเวลาในระยะที่ 1 ของการคลอดในผู้คลอดครรภ์แรก. วารสารพยาบาลและสุขภาพ 2555;35(3): 10-18.

อาลี แซ่เจียว และพยุงศรี อุทัยรัตน์. ยาเร่งคลอดหรือจะสู้มณีเวช. What’s New ? การประชุมวิชาการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2557; หน้า 52-56. สุราษฎร์ธานี: อุดมลาภการพิมพ์; 2557.

วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์. การบูรณาการวิชามณีเวชสู่สูตินรีเวชกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพมารดา.วีดีทัศน์การบรรยายโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลป้องกันและส่งเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอดและทารกแรกคลอดด้วยวิชามณีเวช
เพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย. ณ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี; 2553.

Noble, E. Controversies in Maternal Effort During labor and Delivery. Journal of Nurse-Midwifery 1981; 26(11): 13-22.

Walrath, D. E., & Glantz, M.M. Sexual dimorphism in the pelvic midplane and its relationship to neandertal reproductive patterns. American Journal of Physical Anthropology 1998; 100(1): 89-100.

Shermer RH, Raines DA. Positioning during the second stage of labor: Moving back to basics. Journal of Obstet Gynecol Neonatal Nurs 1997; 26(6): 727-34.

มนตรี ศิริเศรษฐ์. การนั่งรอคลอดท่าผีเสื้อแบบมณีเวชต่อการเจ็บครรภ์ในระยะปากมดลูกเปิดเร็ว. วารสารวิชาการเขต 12 2558; 26: 13-17.

ผกามาศ เภาจี๋คณะ, สมชาย หงส์พรรคบุญ, พะเยาว์ ไพรพงษ์และนิภา ศิริวัฒโก. ผลของการใช้ท่าคลอดธรรมชาติต่อระยะเวลาการรอคลอดและความปวดในหญิงตั้งครรภ์ [ออนไลน์]. โรงพยาบาลบ้านบึง : 2544. แหล่งที่มา http://banbunghospital.
com/km/2554/8lr.pdf [22 มิถุนายน 2558].

กิตติมา ด้วงมณี. ผลของการจัดท่าผีเสื้อประยุกต์ต่อความปวดและปากมดลูกเปิดเร็วในหญิง ระยะคลอด. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต.สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (การผดุงครรภ์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2558.
นูร์ไลลา มาเละ. ผลของการใช้ศาสตร์มณีเวชลดระยะเวลาเจ็บครรภ์คลอด. โรงพยาบาลสุไหงโกลก : โรงพยาบาลสุไหงโกลก; 2558. (เอกสารอัดสำเนา)

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2018-03-01

รูปแบบการอ้างอิง

อุทัยรัตน์ พ., & แซ่เจียว อ. (2018). ผลของการใช้ท่ามณีเวชต่อการเผชิญความเจ็บปวดและระยะเวลาคลอดในหญิงครรภ์แรก โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 32(1), 791–804. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/article/view/155061

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ