ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก ใส่เลนส์แก้วตาเทียม โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช

ผู้แต่ง

  • ดุษฎี เอกพจน์
  • พิทยา สัจจารักษ์

คำสำคัญ:

ความเชื่อด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ผ่าตัดต้อกระจกใส่เลนส์แก้วตาเทียม

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเชื่อด้านสุขภาพ 2) พฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน และความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกใส่เลนส์แก้วตาเทียม กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจงเป็นผู้ป่วยต้อกระจกอายุ 60 ปีขึ้นไป ผ่าตัดต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงใส่เลนส์แก้วตาเทียมในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดจำนวน 338 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อน แบบสัมภาษณ์ตรวจสอบความเที่ยงได้ 0.86 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X =2.82, S.D.=0.19) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ความเชื่อด้านการรับรู้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X =2.96, S.D.=0.09) แรงจูงใจด้านสุขภาพมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (X =2.72, S.D.=0.30) ส่วนพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนโดยรวมอยู่ในระดับดี (X =2.85,S.D.=0.17) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าพฤติกรรมการป้องกันด้านการออกกำลังกายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X =2.96 , S.D.=0.12) ด้านการรับประทานอาหารมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (X =2.65 S.D.=0.42) ปัจจัยพื้นฐานได้แก่ เพศ และอาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.29,r=.20 ตามลำดับ) อายุมีความสัมพันธ์ทางลบระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r= - .22) ความเชื่อด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r=.63)
ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับพยาบาลวิชาชีพนำไปใช้วางแผนเพื่อส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพและปรับพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

เอกสารอ้างอิง

ประคอง อินทรสมบัติ. Ophthalmic Nursing Management in Aging Society.ใน Opthalmic Nurse Annual Meeting 2015. Asia Hotel Bangkok,Thailand; 2015.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส). เร่งผ่าตัดต้อกระจกผู้ป่วยในพื้นที่ จำกัด.(ออนไลน์).2557 (สืบค้นเมื่อ 13 สิงหาคม 2558). สืบค้นจาก; http://WWW.thaihealth.or.th/ .

ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์. แนวทางจักษุวิทยาสำหรับเวชปฏิบัติทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพ: พิมพ์ดี; 2015.

สุวภัทร ณ วัดใหม่. การพยาบาลผู้ป่วยโรคต้อกระจก. ใน บุญชัย หวังศุภดิลก (บรรณาธิการ).Update In Ophthalmology for Practitioner Nurse. พิมพ์ครั้งที่1. สงขลา:โรงพิมพ์นำผล; 2548.

ข้อมูลสารสนเทศและผลการดำเนินงานโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2557.

Becker,M.H. and Maiman,L.A. The Health Belief Model and Sick Role Behavior In The Health Belief Model and Personal Health Behavior. New Jersey:Chales B Slack; 1975; 336-385.

อารยา สิมานุรักษ์. ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังผ่าตัดใส่เลนส์เทียมของผู้สูงอายุ จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี; 2557.

สุรพีย์ มาสมบูรณ์. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่มารับการผ่าตัดต้อกระจกใส่เลนส์แก้วตาเทียมในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(สุขศึกษา). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; 2553.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2018-03-01

รูปแบบการอ้างอิง

เอกพจน์ ด., & สัจจารักษ์ พ. (2018). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก ใส่เลนส์แก้วตาเทียม โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 32(1), 919–926. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/article/view/155464

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ