ผลการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอุ้งเชิงกรานหย่อน ที่รักษาด้วยห่วงประคองมดลูก
คำสำคัญ:
ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน, ห่วงประคองมดลูก, ความพึงพอใจบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอุ้งเชิงกรานหย่อนที่เข้ารับการรักษาด้วยห่วงประคองมดลูกที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลพัทลุง
ชนิดของการวิจัย : การศึกษาเชิงพรรณนาแบบเก็บข้อมูลไปข้างหน้า
สถานที่ทำการวิจัย : แผนกผู้ป่วยนอกสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลพัทลุง
กลุ่มตัวอย่าง : สตรีที่มารับการรักษาด้วยภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยห่วงประคองมดลูก แผนกผู้ป่วยนอก สูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลพัทลุง ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2557 ถึง 30 ตุลาคม 2559 จำนวน 100 คน
วิธีการวิจัย : สอบถามความพึงพอใจและผลการรักษาเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาในสตรีที่มารับการรักษาด้วยภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยห่วงประคองมดลูกนานมากกว่าหรือเท่ากับสี่เดือนที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลพัทลุง
ตัววัดที่สำคัญ : เปรียบเทียบผลการรักษาจากการสอบถามโดยแบบสอบถาม
ผลการวิจัย : สตรีที่เข้ารับการรักษาด้วยภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน124คน โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาด้วยห่วงประคองมดลูก นาน 4 เดือนเป็นต้นไปจำนวน 100 คน อายุเฉลี่ย 69.34 ปี หลังรับการรักษาผู้ป่วยสามารถใส่ห่วงประคองมดลูกได้เอง ในการใส่ห่วงประคองมดลูกพบว่ารู้สึกง่ายในการใส่ห่วงร้อยละ 90 ,พบว่ารู้สึกง่ายในการถอดห่วงร้อยละ 90 พบว่ารู้สึกง่ายในการทำความสะอาดห่วงร้อยละ 96 และ พึงพอใจต่อการรักษาร้อยละ 88 สามารถแก้ไขภาวะไม่สุขสบายจากช่องคลอดโผล่ได้ร้อยละ100และ ลดปัญหาปัสสาวะเล็ดราดลดลงได้ร้อยละ 92 ลดปัญหาการสวนอุจจาระร้อยละ100 และ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงด้านการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยส่วนน้อยไม่พึงพอใจต่อการใส่ห่วงประคองมดลูกเพราะรู้สึกระคายเคืองและไม่สะดวกถอดใส่ห่วงประคองมดลูกด้วยตนเอง
สรุป : ผู้ป่วยที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนมีความพึงพอใจต่อการรักษาและสามารถดูแลการใช้ห่วงได้ดี มีภาวะแทรกซ้อนน้อย และ ผลการรักษาโดยส่วนใหญ่รู้สึกพึงพอใจต่อการรักษา ภาวะล้มเหลวจากการใส่ห่วงประคองมดลูกเกิดได้สูงในผู้ป่วยที่มีช่องคลอดสั้นและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จากการศึกษานี้ยังสามารถแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนใช้การรักษาด้วยห่วงประคองมดลูกเป็นแนวทางเลือกหนึ่งของการรักษากึ่งถาวรและลดการการผ่าตัดซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์
เอกสารอ้างอิง
Cundiff GW, Weidner AC, Visco AG, Bump RC, Addison WA. A survey of pessary use by members of the American Urogynecologic Society. Obstet Gynecol;
2000;95:931–5.
Bai SW, Yoon BS, Kwon JY, Shin JS, Kim SK, Park KH. Survey of the characteristics and satisfaction degree of the patients using a pessary. Int Urogynecol
J Pelvic Floor Dysfunct; 2005;16(3):182–6.
Fernando RJ, Thakar R, Sultan AH, Shah SM, Jones PW. Effect of vaginal pessaries on symptoms associated with pelvic organ prolapse. Obstet Gynecol; 2006; 108(1):93–9.
Hillera L , Radleyb S, Mannc CH , Radleyd SC, Begume G, Development and validation of a questionnaire for the assessment of bowel and lower urinary
tract symptoms in women, BJOG: an International Journal of Obstetrics and Gynaecology;2002;109:413–23.
Clemons JL, Aguilar VC, Tillinghast TA. Risk factors associated with an unsuc-cessful pessary fitting trial in women with pelvic organ prolapse. Am J Obstet
Gynecol; 2004; 190:345-50.
Maito JM, Quam ZA, Craig E, Danner KA, Rogers RG . Predictors of successful pessary fitting and continued use in a nurse-midwifery pessary clinic. J Midwifery
Womens Health; 2006;5(2):78–84.
Irene ML CHEUNG. Use of Vaginal Pessaries for Pelvic Organ Prolapse in Chinese Women , HKJGOM; 2011; 11(1) : 40-8
Sitavarin S, Wattanayingcharoenchai R, Manonai J. The characteristics and satisfaction of the patients using vaginal pessaries. J Med Assoc Thai 2009; 92:744-7.
Alnaif B, Drutz HP. Bacterial vaginosis increases in pessary users. Int Urogy- necol J Pelvic Floor Dysfunct; 2000; 11:219-22.