ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

ผู้แต่ง

  • สุธิดา พุฒทอง

คำสำคัญ:

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2, เจตนาเชิงพฤติกรรม, พฤติกรรมการควบคุมน้ำตาลในเลือด, ถดถอยพหุคูณ

บทคัดย่อ

             การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายเจตนาเชิงพฤติกรรมการควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยความเชื่อเกี่ยวกับการกระทำพฤติกรรมซึ่งประกอบด้วย เจตคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 140 ราย จากผู้ที่เข้ารับการตรวจรักษาที่คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับพฤติกรรมการควบคุมน้ำตาลในเลือดผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการกระทำพฤติกรรมตามแผนของ Ajzen (1991) และพฤติกรรมควบคุมน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายเจตนาเชิงพฤติกรรมการควบคุมน้ำตาลในเลือด โดยใช้ สมการถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าทำนายพร้อมกัน (Enter Multiple Linear Regression)
              ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีเจตคติต่อพฤติกรรมในภาพรวม อยู่ในร้อยละ 71.4 มีระดับเจตคติต่อพฤติกรรมในระดับสูง และร้อยละ 28.6 มีระดับเจตคติต่อพฤติกรรมในระดับปานกลาง ไม่พบผู้ที่มีระดับเจตคติต่อพฤติกรรมในระดับต่ำและมีพฤติกรรมควบคุมน้ำตาลในเลือดโดยรวมระดับสูง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 79.3 มีระดับพฤติกรรมในระดับสูง และร้อยละ 20.7 มีระดับพฤติกรรมในระดับปานกลาง ไม่พบผู้ที่มีระดับพฤติกรรมในระดับต่ำ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมควบคุมน้ำตาลในเลือดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r =.256,p <.002)และ (r =.269,p <.001) ตามลำดับ จากผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่1
              ตรวจสอบเงื่อนไขการวิเคราะห์การถดถอยพบว่า ตัวแปรอิสระและตัวแปรตามเป็นตัวแปรเชิงปริมาณและมีการแจกแจงปกติ ตัวแปรอิสระแต่ละตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน ค่าความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการพยากรณ์พบว่ามีการแจกแจงแบบปกติ ค่าแปรปรวนคงที่ค่าความคลาดเคลื่อนเป็นอิสระต่อกันและสามารถสร้างสมการพยากรณ์ได้ จึงคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ และค่าน้ำหนักความสำคัญของตัวพยากรณ์ซึ่งได้แก่ เจตคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรมต่อเจตนาเชิงพฤติกรรมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบว่า เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 คือ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรตาม โดยค่าน้ำหนักการทำนายเจตนาเชิงพฤตกิ รรมควบคมุ ระดับน้ำตาลในเลือดที่ระดับนัยสำคัญ สูงที่สุดคือ การรับรู้การควบคุมพฤติกรรมมีผลร้อยละ 23.6 (beta=- 0.236) และรองลงมาคือ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง มีผลร้อยละ 22.9(beta =- 0.229)
              ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย นำไปพัฒนารูปแบบคลินิกเบาหวาน โดยบุคลากรทางสุขภาพควรพัฒนาความเชื่อเกี่ยวกับการกระทำพฤติกรรมโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย และควรเน้นกลุ่มผู้ดูแลให้มีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งในด้านการดูแลการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาเบาหวาน และการดูแลควบคุมโรคตามคำแนะนำของแพทย์ ควรจัดอบรมญาติผู้ป่วยหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ ในหลักสูตรการดูแลเท้า การทำอาหารเพื่อสุขภาพ และการ
ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยการวางแผนการให้บริการตามนัดที่มีประสิทธิภาพ โดยเสนอให้เพิ่มหรือลดจำนวนวัน ในการนัดผู้ป่วยมาตรวจเบาหวานเป็นเดือนละครั้ง

เอกสารอ้างอิง

1. กระทรวงสาธารณสุข. สำนักสารนิเทศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข;(2553).

2. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.แนวทางเวชปฏิบัติ สำหรับโรคเบาหวาน. กรุงเทพฯ:บริษัท ศรีเมืองการพิมพ์ จำกัด; 2554.

3. American Diabetes Association [ADA]. Standards of Medical Care for Patients with Diabetes Mellitus. Diabetes Care;2005. 28 (suppl.1).

4. American Diabetes Association [ADA]. Standards of Medical Care for Patients with Diabetes Mellitus. Diabetes Care ; 2007. 30, 34-40.

5. Blaum CS, Ofstedal MB, Langa KM, Wray LA.Functional status and health outcomes in older americans with diabetes mellitus. J Am GeriatrSoc ;2003 Jun;51(6):745-53.

6. Koenigsberg Weinberger M,Kraemer and Bartlett Facilitating Treatment Adherence with Lifestyle Changes in Diabetes . www.aafp.org/afp. ; 2004:69 (2).

7. สำนักงานสาธารณสุข 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน. ประจำสัปดาห์ที่ 36 ปี 2557 พื้นที่ภาคใต้ตอนบน (วันที่ 7 – 13 ก.ย. 2557);2557.

8. Ajzen, I .The Theory of Planned Behavior .ORGANIZATIONAL BEHAVIOR AND HUMAN DECISION PROCESSES 50, Copyright 0 by Academic Press, Inc. ;1991: 179-211 .

9. Ajzen,Fishbein.Theory of Reasoned Action;1975.

10. Ajzen, I. From intentions to actions: A theory of planned behavior. In J. Kuhl& J. Beckmann (Eds.), Action-control: From cognition to behavior Heidelberg:
Springer;1985; 1: l-39.

11. Ajzen, I, Madden, T. J. Prediction of goal-directed behavior: Attitudes, intentions, and perceived behavioral control. Journal of Experimental Social Psychology; 1986; 22: 453-474.

12. วิเชียร เกตุสิงห์ .สถิติวิเคราะห์ส?ำหรับการวิจัย.กรุงเทพฯ :ไทยวัฒนาพานิช ; 2538:10-15

13. เสกสรร หีบแก้ว ,วงศา เลาหศิริวงศ์. คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ภาควิชาการบริหารสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นวารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ ;2553.

14. ดารารัตน์ อุ่มบางตลาด. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อผลการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานและ/หรือความดันโลหิตสูงที่มารับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเชียงรากน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทยที่ 4;2557;3.

15. ทรรศนีย์ สิริวัฒนพรกุล, นงนุช โอบะ และสุชาดา อินทรกำแหง ณ ราชสีมา. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร;2550.1(2) : 57-67 .

16. วรรณี นิธิยานนท์. เบาหวานกับการออกกำลังกาย. ในสุทิน ศรีอัษฎาพร และวรรณี นิธิยานันท์ (บรรณาธิการ), โรคเบาหวาน.กรุงเทพฯ:เรือนแก้วการพิมพ์;2548:107-127.

17. อภิญญา บ้านกลาง และเบญจา มุกตพันธ์. ทัศนคติด้านการป้องกันโรคเบาหวาน ของพนักงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีภาวะก่อนเบาหวานในพื้นที่อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก่น.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ขอนแก่น; 2554:18(2).

18. François Boudreau and Gaston Godin. Understanding physical activity intentions among French Canadians with type 2 diabetes: an extension of Ajzen's theory of planned behaviour .International Journal of Behavioral Nutrition and Physical Activity ;2009;6:35 .

19. นริศา โพธิอาศน์. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุ 18 – 34 ปี) .วารสารพยาบาลสาธารณสุข; 2552;23(3)

20. กุสุมา กังหลี. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวาน ชนิดที่สอง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า.วารสารพยาบาลทหารบก; 2556.

21. Schifter D. B., Ajzen, I.Intention, perceived control, and weight loss: An application of the theory of planned behavior. Journal of Personality and Social Psychology; 1985; 49:843-851.

22. คลีพัตรา ไชยศรี และคณะ. ปัจจัยการทำนายพฤติกรรมการใช้ยาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. J Nurs Sci; 2013;31(3):67-75.

23. พรทิพย์ มาลาธรรม, ปิยนันท์ พรหมคง,ประคองอินทรสมบัติ. ปัจจัยท?ำนายระดับน?้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2. รามาธิบดีพยาบาลสาร;2553;16(2) : 218-237.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2018-12-07

รูปแบบการอ้างอิง

พุฒทอง ส. (2018). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 31(1), 83–96. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/article/view/166572

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ