การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

ผู้แต่ง

  • เพียงใจ นวนหนู
  • พอหทัย จิวารัตน์

คำสำคัญ:

การพัฒนา, ระบบการดูแล, ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง, การรักษาด้วยเคมีบำบัด

บทคัดย่อ

              การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์ระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดที่รับรักษาการรักษาในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี การวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3ระยะ คือ 1) การศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีและโรงพยาบาลเครือข่าย2)การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและการนำรูปแบบการดูแลไปใช้และ 3)การประเมินผลการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1ผู้วิจัยจัดสนทนากลุ่มสหวิชาชีพในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีและโรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 12 คน ระยะที่ 2 การวางแผนและดำเนินการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดตามรูปแบบ P-D-C-A คือ1) Planพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ให้การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีและโรงพยาบาลเครือข่ายจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) Do ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลจากบริบทการดูแลและข้อมูลจากการสนทนากลุ่มมาพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โดยสร้างแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งมีพยาบาลผู้จัดการรายกรณีเป็นผู้รับผิดชอบหลัก 3) Check นำระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดทดลองใช้ในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีและ 4) Act นำระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดไป
ใช้ในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีและโรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะที่ 3 การประเมินผลผลลัพธ์ตามตัวชี้วัดคือ1)การปฏิบัติตามแผนการดูแลและความพึงพอใจของสหวิชาชีพ คุณภาพการดูแลในผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และความพึงพอใจของผู้ดูแล 2) จำนวนวันนอนเฉลี่ย และ 3) ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล
เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) คำถามนำการสนทนาและการสัมภาษณ์รายบุคคล 2) แบบสังเกตการปฏิบัติตามระบบการดูแลและความพึงพอใจ3)แบบประเมินคุณภาพชีวิต (PedsQL) 4) แบบบันทึกอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาเคมีบำบัดและ 5) แบบบันทึกจำนวนวันนอนและค่าใช้จ่ายขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วย ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ร้อยละ
              ผลการศึกษา คือ1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่าสหวิชาชีพในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีจำนวน 37 คน มีการปฏิบัติตามแผนการดูแล มีความพึงพอใจคิดเป็นร้อยละ 86 และมีการสะท้อนความคิดเห็นในเชิงบวก ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดจำนวน 90 คน มีค่าคะแนนคุณภาพชีวิตเฉลี่ย คือ 75.63 ±2.81 ซึ่งสูงกว่าการศึกษาครั้งก่อน (64.5±14)แต่ยังมีการรายงานอุบัติการณ์เกี่ยวกับ febrile neutropenia (8.49%)mucositis ระดับ 3 (5.2 3%) และกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด จำนวน 90 ราย มีความพึงพอใจในระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 86.78 2) จำนวนวันนอน เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ในการศึกษาสั้นกว่าก่อนการใช้ระบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น (เฉลี่ยจากเดิม 13 วัน ลดลงเหลือ 9 วัน) และ 3) ค่าใช้จ่าย เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดในการศึกษานี้คือ น้อยกว่าใช้การดูแลในรูปแบบเดิม (เฉลี่ยจากเดิม 40,056 บาท ลดลงเหลือ 28,300 บาท)
               ผลการศึกษาครั้งนี้จะเห็นได้ว่าระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดสร้างให้เกิดบริการที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อคือการลดอุบัติการณ์อาการไม่พึงประสงค์จากการให้ยาเคมีบำบัด และพัฒนาวงล้อที่ 4 (Act) เพื่อขยายระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ไปยังโรงพยาบาลในเครือข่าย

เอกสารอ้างอิง

1. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์].แหล่งที่มา:http://bps.moph.go.th. [สืบค้น เมื่อวันที 1 สิงหาคม 2559].

2. นิลทิตา ศรีไพบูลย์กิจ.การศึกษาอัตราการรอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งเด็กไทย วิทยานิพนธ์คณะสาธารณสุขศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น;2552.

3. โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. รายงานสถิติผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง;2559.

4. สำนักบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. แนวทางพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาโรคมะเร็ง. พิมพ์ครั้งที่1 กรุงเทพมหานคร:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย;2556

5. ธมนพัชร์ สิมากร. การจัดการผู้ป่วยรายกรณี (Case management). เอกสารประกอบการบรรยายในการประชุมวิชาการก้าวไกลทางการพยาบาลออร์โธปิดิกส์;24 – 25 กุมภาพันธ์ 2554 ; โรงแรมปริ้นพาเลซ กรุงเทพมหานคร : ชมรมพยาบาลออร์โธปิดิกส์ แห่งประเทศไทย;2554.

6. ศิริวันต์ ยิ้มเลี้ยง. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโดยประยุกต์ใช้ระบบการจัดการรายกรณี โรงพยาบาลพิจิตร. วารสารกองการพยาบาล ; 2554 : 52 -66.

7. กาญจนา อุบลพงศ์และคณะ. การพัฒนารูปแบบบริการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ผ่าตัดเปิดทวารเทียมโรงพยาบาลสระบุรี. วารสารกองการพยาบาล;2555: 51-64.

8. Kermis S, McTaggart R. The action research planner. 3rd ed. Geelong: Dekin University Press;1998.

9. Hayajneh Y. Management for Health Care Professionals Series Systems & Systems Theory. Available from: http://www.theinformatician.com/yaseen ; 2007.

10. แนวคิดคุณภาพ HA. Available from:http://www. med.cmu.ac.th.[ออนไลน์].แหล่งที่มา:http://bps.moph.go.th.[สืบค้นเมื่อวันที 12 กันยายน 2559].

11. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. นิยามตัวชี้วัด Service Planสาขาโรคมะเร็ง.กรุงเทพมหานคร;2558.

12. Varni JW, Seid M, Rode CA. The PedsQL 4.0 : measurement model for the pediatric quality of life inventory. Med Care ;1999 : 37 : 126 – 39.

13. Varni JW, Seid M, Kurtin PS. PedsQL 4.0 : reliability and validity of the Pediatric Quality of Life Inventory version 4.0 generic core scales in healthy and patient populations. Med Care ;2001 : 39 : 800-12.

14. Varni JW, Seid M Kinght TS, et al. The PedsQL 4.0 Generic Core Scales : sensitivity, responsiveness and impact on clinical decision – making. J Behav Med ; 2002 : 25 : 175 – 93.

15. Varni JW, Bruwinkle TM, Seid M. The PedsQL 4.0 as pediatric population health measure : feasibility, reliability population health measure : feasibility reliability and validity Ambul Pediatr ;2003 : 3 : 329 – 41.

16. จุรีภรณ์ พุ่มสีทอง. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยเด็กโรคเรื้อรัง ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ. ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2553.

17. วิไลวรรณ โพธิ์ศรีทอง และคณะ. การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานด้วยรูปแบบการจัดการรายกรณีโรงพยาบาลสระบุรี . วารสารกองการพยาบาล ;2555 : 2 : 79 - 93

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2017-01-02

รูปแบบการอ้างอิง

นวนหนู เ., & จิวารัตน์ พ. (2017). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 31(1), 97–108. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/article/view/166749

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ