ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มารักษา ที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า
คำสำคัญ:
มะเร็งเต้านม, การรอดชีวิตบทคัดย่อ
ปัจจุบันมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของผู้หญิงทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยและจังหวัดพังงา การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มารักษาที่โรงพยาบาลตะกั่วป่าเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา แบบย้อนหลัง (Retrospective descriptive studies) เก็บรวบรวมข้อมูลตามแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลที่สร้างขึ้น ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นมะเร็งเต้านมที่มารักษาที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2559 จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 128 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-quare ,Odds ratio, 95%CI ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างอายุเฉลี่ยประมาณ 53.17 12.54 ปี ส่วนใหญ่อายุอยู่ในช่วง 41-50 ปี และ 51-60 ปี จำนวน 39 คน เท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 30.47รองลงมาคืออายุ 31-40 ปีและ อายุ 61-70 ปี จำนวน 18 คนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 14.06 มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 85.16 อาการแรกมาพบแพทย์ส่วนใหญ่พบว่า คลำพบก้อน ร้อยละ 80.47 เจ็บเต้านมร้อยละ 12.50 ก้อนที่รักแร้ ร้อยละ 2.34 แผลที่เต้านม ร้อยละ 3.91 เลือดออกที่หัวนม ร้อยละ 0.78 ระยะเวลาที่เป็นก่อนมาพบแพทย์ส่วนใหญ่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 วัน ร้อยละ 82.04 ขนาดของก้อนประมาณ 2.1-4 ซม. มากที่สุดร้อยละ 45.31 ส่วนใหญ่พบเป็นมะเร็งระยะที่ 2 ร้อยละ 46.09 รองลงมา มะเร็งระยะที่ 3 ร้อยละ 28.91 ระยะที่ 1 ร้อยละ 23.44 และระยะ 0 มะเร็งไม่แพร่กระจาย ร้อยละ 1.56 ตามลำดับ การกลับเป็นซ้ำ พบร้อยละ 11.72 จากการติดตามในระยะเวลา 9 ปี พบอัตราการรอดชีวิต ร้อยละ 92.96 เมื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์และปัจจัยเสี่ยงพบว่า ระยะเวลาก่อนมาพบแพทย์ ขนาดของก้อนที่พบ และการกลับเป็นซ้ำ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มารักษาที่โรงพยาบาลตะกั่วป่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยพบว่า การมาพบแพทย์นับจากเริ่มมีอาการมากกว่า 60 วัน เสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็น 3.354 เท่าของการมาพบแพทย์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 วัน (c2=4.732,df=1,p=.041,OR=3.353 ,95%CI=1.076-10.443) ขนาดของก้อนที่พบตั้งแต่ 4.1 ซม.และมีแผลที่เต้านมเสี่ยงต่อการเสียชีวิต 3.010 เท่าของผู้ที่พบก้อนขนาดน้อยกว่า 4.1 ซม.(c2=4.204,df=1,p=.040,OR=3.010,95%CI=1.013-8.942) การกลับเป็นซ้ำเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็น 59.40 เท่าของผู้ที่ไม่กลับเป็นซ้ำ (c2=57.489, df=1,p=<.001 ,OR=59.40 ,95%CI=13.881-254.186)
เอกสารอ้างอิง
2. Ministry of Public Health. Cancer in Thailand1998-2000. Bangkok: Bangkok MedicalPublisher; 2007.
3. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. สถานการณ์โรคมะเร็งของประเทศไทย [homepage on the internet]. กรุงเทพ-มหานคร: สถาบันมะเร็ง [เข้าถึงเมื่อ 1 มิ.ย. 2549].เข้าถึงได้จาก: http://www.nci.go.th
4. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลการตาย [homepage on the internet].นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข [เข้าถึงเมื่อ 1 มิ.ย.2549]. เข้าถึงได้จาก: http://www.moph.org
5. American Cancer Society. Breast cancer factsand figures 2005-2006. Atlanta: AmericanCancer Society Inc; 2005.
6. Roberts MM, Alexander FE,Anderson TJ,et al.1990.Edinburgh trial of Screening for breast cancer:mortality at seven years.Lancet 335:241-246.
7. Karol Sikora. Developing a global strategy for cancer. หนังสือประกอบการประชุมแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ วันที่ 20 เมษายน 2541 กระทรวงสาธารณสุข
8. Vatanasapt V., Martin N., Sriplung H, Chindavijak K. et al Cancer in Thailand 1988-1991. IARC
9. Technical Report No.16 Lyon, 1993
10.ข้อมูลมรณบัตร สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์โดยกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักโรคไม่ติดต่อกรมควบคุมโรค.2556.
11.National cancer institute department of medical services ministry of public health.,มะเร็งเต้านม. Bangkok .June,2009.
12.ศูนย์มะเร็งเต้านมลพบุรีสถาบันมะเร็งแห่งชาติกรมการแพทย์.(2546).คู่มือมะเร็งเต้านม.กระทรวงสาธารณสุข. 8-36
13.สถาบันมะเร็งแห่งชาติกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข. (2557). ทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2555 HOSPITAL BASED CANCER REGISTRY ANNUAL REPORT 2012.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ตะวันออก.
14. กนกอร บุญพิทักษ์. (2555). เต้านมโรคต้องรู้และการดูแลรักษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ Feel Good.
15. ธเนศ พัวพรพงษ์. (2555). ปราบมะเร็งเต้านมให้อยู่หมัด (พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี: บ้านรักพับลิชชิ่ง.
16. American Cancer Society. (2013). “American Cancer Society Guidelines for Early Detection of Cancer”.”Last revised on January”,http://www. Cancer.org/healthy/findcancerearly/Cancerscreening guidelines/American-cancersociety, Accesssed March 20,2013.
17. สุพรรณี พรหมเทศ นายสุพจน์ คำสะอาด ภัทรวุฒิ วัฒนศัพท์ สุรพล เวียงนนท์ กฤติกา สุวรรณรุ่งเรือง นายกีรติภูมิ ผักแว่น (2553).ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพภายใต้แผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ.
18. กฤตชญา ฤทธิ์ฤาชัย.(2559).ความเครียดกับมะเร็ง.โรงพยาบาลจุฬาภรณ์. สืบค้นจาก http://www.cccthai.org [สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2559]
19. สุรพงษ์ สุภาภรณ์, สุมิตวงศ์ เกียรติขจร, วิชัย วาสนสิริ และจรัสพงศ์ เกษมมงคล, (2547).,มะเร็งเต้านม. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า.
20. ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์, (2544).,มะเร็งเต้านมรักษาได้.นิตยสารใกล้หมอ.25(10),27-32.
21. Feig,S.(2010).Cost effectiveness of mammography, MRI, and ultrasonography for breast cancer screening, Radiologisc Clinics of North America, 48(5),879-891.
22. Kearney,A.,& Murray,M.(2009).Breast cancer screening recommendations : Is mammography the only answer?.Journal of Midwifery & Women’s Health,54(5),393-400.