THE EFFECT OF DISCHARGE PLANNING IN MATERNAL POSTPARTUM SEVERE PREECLAMPSIA
คำสำคัญ:
การวางแผนจำหน่าย, ภาวะครรภ์เป็นพิษ, การดูแลตนเองบทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการดูแลตนเองของมารดาหลังคลอดที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษก่อนและหลังใช้รูปแบบการวางแผนจำหน่ายและเปรียบเทียบความรุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิษก่อนและหลังการวางแผนจำหน่ายเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research Design) ใช้รูปแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง (One group pretest-posttest design)ดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2559 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 10 คนเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีจำนวน 2 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความรู้เรื่องการดูแลตนเองในมารดาหลังคลอดที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษแบ่งเป็นรายด้านตามรูปแบบ M-E-T-H-O-D ทั้งหมด 20 ข้อลักษณะคำตอบเป็นแบบเลือกตอบถูกผิดคำนวณความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ KR 20 ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .86เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยคือ การวางแผนจำหน่ายประยุกต์ตามรูปแบบ M-E-T-H-O-D ประกอบด้วย 1) แบบปฏิบัติกิจกรรมการวางแผนจำหน่ายตามกรอบแนวคิด M-E-T-H-O-D 2) แผนการสอนสุขศึกษารายบุคคล 3) แบบสอบถามความรู้ในการดูแลตนเองของมารดาหลังคลอดที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษวิเคราะห์ข้อมูลโดย1) ข้อมูลทั่วไป โดยการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ 2) วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบคะแนนความรู้ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังได้รับการวางแผนจำหน่ายเป็นค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Wilcoxon Rank Sum Test และ 3)เปรียบเทียบความรุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิษก่อนและหลังการวางแผนจำหน่ายเป็นค่าเฉลี่ย Paired t-test
การศึกษาครั้งนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างมารดาหลังคลอดที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษที่เข้ารับการรักษาในช่วงที่ศึกษามีจำนวนน้อยคือ 10 คนมีอายุระหว่าง 20 ถึง 40 ปี สถานภาพคู่ทั้งหมดส่วนใหญ่ (6 คน) มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและมีรายได้มากกว่า10,000 บาทต่อเดือน เป็นการตั้งครรภ์แรก (7 คน) ไม่มีรายใดมีภาวะครรภ์เป็นพามาก่อน ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว (6 คน) และเริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ 3 เดือน (8 คน) ทุกรายมีการฝากครรภ์โดยเริ่มฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตและคลินิกเมื่อเปรียบเทียบความรู้ในการดูแลตนเองของมารดาหลังคลอดที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษก่อนและหลังการนำรูปแบบการวางแผนจำหน่ายพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยก่อนให้ความรู้ในการดูแลตนเองเท่ากับ18.20 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังให้ความรู้ในการดูแลตนเองสูงขึ้น เท่ากับ19.60 ซึ่งพบว่าผลการให้ความรู้ในการดูแลตนเองของมารดาหลังคลอดที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ .006
เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิษพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าความดันซีสโตลิค ไดแอสโตลิคก่อนและหลังการวางแผนจำหน่ายมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
เอกสารอ้างอิง
2. นฤมล ภมะราภา. เปรียบเทียบผลลัพธ์การรักษามารดาและทารกที่มีภาวะ Severe preeclampsia ก่อนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์แบบConventional (เดิม) และแบบExpectant(ใหม่). ศรีนครินทร์เวชสาร 2555;27:2, 172-9.
3. สถิติสาธารณสุข อัตรามารดาตาย, ยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัดและแนวทางการจัดเก็บข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2558.
4. โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต. รายงานสถิติกลุ่มงานสูติกรรม, 2557.
5. กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. มาตรฐานการพยาบาลในโรงพยาบาล กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สมาเจริญพาณิชย์; 2547.
6. บังอร สิมสีแก้ว. ผลของการพัฒนาการดูแลมารดาหลังคลอดตามรูปแบบ D-METHOD โรงพยาบาลพนมไพรจังหวัดร้อยเอ็ด 2555.
7. พนิดา แซ่เตีย. โครงการพัฒนาการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรงพยาบาลเอราวัณจังหวัดเลย.การศึกษาอิสระปริญญามหาบัณฑิต(การบริหารการพยาบาล). ขอนแก่น: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2543
8. สุพรรณี สุขสม. ผลการใช้แบบแผนการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยต่อความสามารถในการดูแลทารกของมารดา ทารกกลุ่มอาการหายใจลำบากและความพึงพอใจในงานของพยาบาลหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด. (วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. พยาบาลศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2549