ผลของการใช้แป้งทานาคาในการป้องกันแผลกดทับระดับ 1 ในผู้สูงอายุหอผู้ป่วยศัลยกรรมชายโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
คำสำคัญ:
แป้งทานาคา, ผู้สูงอายุ, แผลกดทับระดับ 1บทคัดย่อ
แผลกดทับเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งแผลกดทับส่วนใหญ่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้แป้งทานาคามีสรรพคุณช่วยคงความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อผิวหนัง ผู้วิจัยจึงมีความสนใจว่าหากนำมาใช้กับผิวหนังบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ จะสามารถป้องกันการเกิดแผลกดทับได้หรือไม่ การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research design) เก็บข้อมูลระหว่าง เดือนมีนาคม- มิถุนายน พ.ศ. 2559 จำนวน 30 คน ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามมาตรฐานเพื่อป้องกันแผลกดทับ จำนวน 15 คนแรกที่เข้ามารับการรักษา ส่วนกลุ่มทดลอง คือ กลุ่มที่ได้รับการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามมาตรฐานเหมือนกลุ่มควบคุม ร่วมกับการใช้แป้งทานาคา จำนวน 15 คน ในช่วงถัดไป ผลการศึกษา พบว่า การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในตัวแปรข้อมูลทั่วไปที่อาจส่งผลต่อการเกิดแผลกดทับในด้านอายุ ดัชนีมวลกาย อุณหภูมิ และคะแนนบราเดนแรกรับ โดยใช้สถิติทดสอบแมน –วิทย์นี่ยู (Mann - Whitney U Test)กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≥.05) และเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก คือการเกิดแผลกดทับระดับ 1 ระหว่างกลุ่มกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยใช้สถิติไค-สแควร์ (chi-square) พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≥.05) แต่พบว่าจำนวนอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับลดลง คือ กลุ่มควบคุมเกิดแผลกดทับ จำนวน 4 ราย และกลุ่มทดลองเกิดแผลกดทับ จำนวน 1 ราย ดังนั้นการนำแป้งทานาคามาใช้ในการดูแลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับระดับ 1 ในผู้สูงอายุ พบว่ามี
แนวโน้มการเกิดแผลกดทับลดลง แต่เนื่องจากในการศึกษาครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวนจำกัด จึงต้องนำศึกษาและพัฒนาในลำดับต่อไปเพื่อนำใช้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและการป้องกันการเกิดแผลกดทับ ควรมีการควบคุมการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัดร่วมด้วย
เอกสารอ้างอิง
2. ขวัญจิตร ปุ่นโพธ์,จิณพิชญ์ชา มะมม.การศึกษาผลของกระบวนการดูแลแผลในการส่งเสริมการหายของแผลการลดความเสี่ยงในการเกิดแผลใหม่และความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยที่มีแผลกดทับ.วิทยานิพนธ์กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ.[ออนไลน์].Available from http://www.hospital.tu.ac.th/PlanTUHosWeb/ data/Project%20Research/research_ 2555/5530016.pdf.[สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559].
3. จิณพิชญ์ชา มะมม. บทบาทพยาบาลกับแผลกดทับ: ความท้าทายในการป้องกันและการดูแล.วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี;2555:20(5):478-490.
4. ชวลี แย้มวงศ์, จันทร์ทิพย์ วงศ์วิวัฒน์, ปานจิตร โชคพิชิต. การลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ : รูปแบบการดูแลโดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ. วารสารสภาการพยาบาล; 2548:20(1): 33-42.
5. พัทนัย แก้วแพง, โศรดา จันทเลิศ. ผลของการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์. สงขลานครินทร์เวชสาร;2555:30(6):331- 341.
6. วาสนา มิกราช. การพัฒนาแนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับในหอผู้ป่วยหนักโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างดินแดน. [ออนไลน์].Available from http://www.ppkhosp.go.th/eposter/poster/2558/R2R-O-5.pdf.[สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559].
7. อุษณีย์ แก้วเก็บ, วัลย์ลดา ฉันท์เรืองวณิชย์, อรพรรณ โตสิงห์, สุพร สุนัยดุษฎีกุล. ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดผื่นแดงบริเวณฝีเย็บ
และก้นกบในผู้ป่วยระบบประสาทที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะ. วารสารพยาบาลศาสตร์ ;2554: 29 (4):37-45.
8. พร้อมจิต ศรลัมพ์. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนหน้าสวยด้วย “ทานาคาของเมียนม่าร์หรือกระแจะของไทย”. [ออนไลน์].Available fromhttp://www.pharmacy.
mahidol.ac.th/th/knowledge/article/122. [สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2559].
9. ชมพูนุช. บทความทางวิชาการเรื่อง "ทานาคาอัศจรรย์ความงามแห่งผิว เคล็ดลับความกระจ่างใสของผิวสวยระดับนางงาม" งามแบบ “ผิวพม่า นัยน์ตาแขก”.
[ออนไลน์].Retrieved from http://yingchom.blogspot. com/2011/05/blog-post.html.[สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2559].
10. Wangthong S, Palaga T, Rengpipat S, Wanichwecharungruang P, ChanchaisakP , Heinrich P. Biological activities and safety of Thanaka (Hesperethusacrenulata) stem bark. J Ethnopharmacol.; 2010:132. 466-472.
11. Ayello& Braden.How and Why to do pressure ulcer risk assessment. Adv. Skin Wound Care;2002:15(3).125 -131.
12. รุ่งทิวา ชอบชื่น. Nursing Care in Pressure Sore.การประชุมวิชาการครั้งที่ 29 ประจ?ำปี 2556. ใน Srinagarind Med J [Serial online] 2013;28 (suppl) 41-46. [สืบค้นเมื่อ 3 เมษายน 2559].Available from file:///C:/ User/HP/Downloads/14754-31585-1-SM.pdf.
13. ช่อผกา สุทธิพงศ์ , ศิริอร สินธุ. ปัจจัยทำนายการเกิดแผลกดทับในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่มีเบาหวานร่วมด้วย. Journal of Nursing Science ;2554:29(2):113-123.
14. จิณพิชญ์ชา มะมม, พิชัย จันทร์สวัสดิ์, ศิริพร เนียมฤทธิ์,ไพรัช ใบครุฑ. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; 2556; 21(7)(ฉบับพิเศษ).609-619.
15. วิลาวัณย์ พีเชียรเสถียร. การจัดการแรงกดที่สัมพันธ์กับเนื้อเยื่อถูกทำลายแผลกดทับ. Best Practice; 2551:12(3).
16. ศันสนีย์ มั่นใจ, ยุพิน เหมือนสี. โครงการลดอาการแดงบริเวณทวารจากอุจจาระกัด.[ออนไลน์].2555. Available fromhttp://www.hospital.tu.ac.th/doc/EO/261155-58.pdf.[สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2559].
17. Lindgren M, Unosson M, Krantz A-M, Ek A-C. Pressure ulcer risk factors in patients undergoing surgery. J AdvNurs;2005:50(6): 605-12.
18. Nation Pressure Ulcer Advisor Panel. Pressure ulcer stages revised by NPUAP : Pressure Ulcer definition. [online].2007.Available from http://www. npuap.org/pr2.htm.