การประเมินผลการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ของทีมหมอครอบครัว อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คำสำคัญ:
การดูแลผู้สูงอายุ, ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, ทีมหมอครอบครัวบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยประเมินผลขณะดำเนินการ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการผลการดำเนินการ เปรียบเทียบความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง และภาวะสุขภาพก่อนและหลังการมีทีมหมอครอบครัวไปให้การดูแล ตลอดจนปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานของทีมหมอครอบครัว อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเชิงปริมาณ ได้แก่ เจ้าหน้าที่หลักในการดำเนินงานทีมหมอครอบครัวระดับตำบล จำนวน 21 คน และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 123 คน ส่วนการศึกษาเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือ ทีมหมอครอบครัวทุกระดับ จำนวน 25 คน ใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบแนวทางการสัมภาษณ์เจาะลึกในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 – กุมภาพันธ์ 2560 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test และวิเคราะห์เนื้อหา ปรากฏผลการศึกษา ดังนี้
การประเมินบริบท พบว่าทีมหมอครอบครัวระดับตำบลร้อยละ 90.5 เห็นด้วยต่อนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวโดยทีมหมอครอบครัว ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลที่ดีขึ้น ผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้บ้างและดูแลตนเองไม่ได้ ร้อยละ 84.3 และ 100.0 ตามลำดับ มีความต้องการให้ทีมหมอครอบครัวมาดูแลสุขภาพที่บ้าน เรื่องปัจจัยนำเข้า อำเภอชัยบุรีมีทีมหมอครอบครัวในการดำเนินงานทั้งในระดับชุมชน ตำบล และอำเภอ ทั้งนี้ ทีมหมอครอบครัวระดับตำบลร้อยละ 71.4 ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานในระดับมาก สำหรับในเรื่องกระบวนการ พบว่า ทีมหมอครอบครัวระดับตำบล ร้อยละ 61.9 มีการดำเนินงานในระดับสูง ส่วนใหญ่ร้อยละ 85.7 และ 81.0 ใช้การสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือและการพบปะโดยตรง ตามลำดับ ร้อยละ 61.9 มีส่วนร่วมในการดำเนินงานทีมหมอครอบครัวโดยรวมในระดับปานกลาง ผลการดำเนินการ พบว่า ผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้บ้างและผู้ที่ดูแลตนเองไม่ได้ มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองก่อนได้รับการดูแลจากทีมหมอครอบครัวในระดับสูง ร้อยละ 75.5 และ 9.5 และหลังได้รับการดูแล ร้อยละ 75.5 และ 14.3 ตามลำดับ ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนภาวะสุขภาพ พบว่า ผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้บ้าง ก่อนได้รับการดูแลจากทีมหมอครอบครัว ร้อยละ 65.7 และ 72.5 มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตในระดับดี และหลังได้รับการดูแล ร้อยละ 73.5 และ 76.5 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตในระดับดี ตามลำดับ ซึ่งหลังได้รับการดูแลจากทีมหมอครอบครัว ผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้บ้างมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีกว่าก่อนได้รับการดูแล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองไม่ได้ มีสุขภาพจิตดีกว่าก่อนได้รับการดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สุขภาพกาย ก่อนและหลังการดูแลไม่มีความแตกต่าง
กันทางสถิติ ผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้บ้างมีความพึงพอใจต่อการได้รับการดูแลในระดับสูง ร้อยละ 49.0 รองลงมามีความพึงพอใจระดับต่ำ และปานกลาง ร้อยละ 27.5 และ 23.5 ตามลำดับ ส่วนผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองไม่ได้ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.2 มีความพึงพอใจต่อการได้รับการดูแลในระดับสูง สำหรับทีมหมอครอบครัวระดับตำบล มีความพึงพอใจต่อการให้การดูแลรักษาผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในระดับปานกลาง ร้อยละ 52.4 รองลงมาคือ ระดับสูง และระดับต่ำ ร้อยละ 33.3 และ 14.3 และมีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานในเรื่อง ภาระงานมากแต่มีเจ้าหน้าที่น้อย ขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายในเรื่องหมอครอบครัว ขาดความแน่นอนในการนัดหมายวันเวลาเยี่ยมผู้สูงอายุ และขาดยานพาหนะ ร้อยละ 28.6, 9.5, 4.8 และ 4.8 ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
2. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2557. กรุงเทพมหานคร: บริษัทเท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จากัด. 2557.
3. บุญทิพย์ สิริธรังศรี. ความรู้ความเข้าใจและความต้องการของผู้สูงอายุท่อยู่ตามลำพัง. สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.2553.
4. สัมฤทธิ์ ศรีธำรงค์สวัสดิ์ และกนิษฐา บุญธรรมเจริญ.รายงานการสังเคราะห์ระบบการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวสำหรับประเทศไทย. กรุงเทพ : บริษัทที คิว พีจำกัด.2553.
5. Eliopoulos C. Gerontological Nursing. 7thed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins. 2010.
6. World Health Organization (WHO). Ageing and Life Course. [Online] publish 2015 [cited 2016 Dec 2 ]. Avaliable from : URL:http:// www.who.
int/ageing/en .
7. McGuire CL, Strine WS, Okoro AC, Ahluwalia I B, Ford SE. Healthy Lifestyle Behaviors Among Older U.S. Adults With and Without Disabilities, Behavioral Risk Factor Surveillance System. (Online) Available from: http://www.cdc. gov/pcd/issues/2007/jan/06_0029.htm. (cited 2016 March7).
8. ชูชัย ศุภวงศ์, สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์, ศุภกิจ ศิริลักษณ์, ลัดดา ดำริการเลิศ, สุพัตรา ศรีวณิชากร และ เกษม เวชสุทธานนท์. คู่มือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล. สำนักงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน. 2552.
9. ไพจิตรา ล้อสกุลทอง และ วรรณภา ศรีธัญรัตน์. การพัฒนาระบบบริการการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน ภายใต้บริบทของโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิแห่งหนึ่ง (ออนไลน์).พิมพ์ 2557 แหล่งข้อมูล http://gsbooks.gs.kku. ac.th/55/cdgrc 13/files/hdp1.pdf. [วันที่สืบค้น 10 ตุลาคม 2559].
10. สำนักบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. ทีมหมอครอบครัว (Family Care Team). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. 2557.
11. สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย. รายงานจำนวนผู้สูงอายุจังหวัดต่างๆ. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย.2558.
12. Stufflebeam, Foley, W. J., Gephart, W. J., Guba, E. G., Hammond, R. L., Merriman, H. O,. Educational Evaluation and Decision – Making. Illinois : Peacock Publishers. 1971.
13. ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล และคณะ. รายงานโครงการวิจัยประเมินผลติดตามนโยบายทีมหมอครอบครัว. กรุงเทพฯ : รายงานวิจัย.2558.
14.Muldoon LK1, Hogg WE, Levitt M. Can J. Primary care (PC) and primary health care (PHC). What is the difference? 2006;97(5): 409-11.
15. สินีลักษณ์ จิรยสัตย์สุนทร. การดูแลสุขภาพโดยทีมหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล. รายงานวิจัย : สุราษฎร์ธานี. 2559.
16. สุพัตรา ศรีวณิชกร, ทัศนีย์ ญานะ, พฤกษา บุกบุญ และปิยฉัตร ตระกูลวงษ์. รายงานผลการสำรวจสถานการณ์การดำเนินงาน และความเห็นต่อนโยบายการพัฒนา
ทีมหมอประจำครอบครัว. กรุงเทพฯ : รายงานวิจัย.2558.