การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานด้วยศาสตร์มณีเวชในหญิงครรภ์แรก โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี
คำสำคัญ:
การดูแลแบบผสมผสาน, ศาสตร์มณีเวช, หญิงเจ็บครรภ์คลอดครรภ์แรกบทคัดย่อ
การเจ็บครรภ์คลอดเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะหญิงครรภ์แรก มักพบว่าเกิดความกลัว วิตกกังวลและความ เจ็บปวด ซึ่งการจัดการความเจ็บปวดด้วยการใช้ยา อาจพบว่ายามีการซึมผ่านรกสู่ทารกในครรภ์ มีผลให้กดการหายใจ ของมารดาและทารก ในขณะที่การบรรเทาความเจ็บปวดด้วยการไม่ใช้ยา โดยการนศาสตร์มณีเวชมาผสมผสานในบริบท การดูแลผู้คลอดจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง การวิจัยครั้งนี้เป็นการการวิจัยและพัฒนา (The Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานด้วยศาสตร์มณีเวชในการดูแลหญิงเจ็บครรภ์คลอดครรภ์แรกโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และศึกษาผลลัพธ์ของการพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานด้วยศาสตร์มณีเวช การดำเนินการศึกษาแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เตรียมการ เป็นศึกษาปรากฏการณ์การใช้ศาสตร์มณีเวชในการดูแลหญิงเจ็บครรภ์คลอด ระยะที่ 2 ระยะการทดลองใช้ โดยทำการศึกษานำร่อง เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการดูแลแบบผสมผสานด้วยศาสตร์มณีเวชในการดูแล หญิงเจ็บครรภ์คลอดครรภ์แรก และ ระยะที่ 3 ประเมินผลศึกษาผลลัพธ์ เกี่ยวกับความเจ็บปวด ระยะเวลาการคลอด และความพึงพอใจหญิงเจ็บครรภ์คลอดครรภ์แรก ระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 –วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559 เครื่องมือในการศึกษาประกอบด้วย 1) คำถามใช้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมณีเวช จำนวน 5 ข้อ 2) คู่มือการปฏิบัติมณีเวช 8 ท่า 3) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 4) คะแนนความเจ็บปวดเป็นตัวเลข และ 5) แนวปฏิบัติการใช้ศาสตร์มณี เวชในการดูแลหญิงเจ็บครรภ์คลอด วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกี่ยวกับเนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอนุมาน
ด้วยการทดสอบค่าที (t-test)
จากการศึกษาพบว่าคำสำคัญในการใช้ศาสตร์มณีเวช คือ สมดุล และ ยืดหยุ่น เมื่อทดลองนำคู่มือการปฏิบัติมณีเวชไปทดลองศึกษานำร่อง พบว่าการดูแลแบบปกติร่วมกับมณีเวชในกลุ่มตัวอย่าง 16 รายสามารถลดเวลาในระยะคลอดได้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวน 16 รายที่ได้รับการดูแลตามปกติและกลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 รายที่ได้รับการดูแลโดยใช้ยาเร่งคลอด (syntocinon) ผลการศึกษานำสู่การปรับปรุงการปฏิบัติ โดยสร้างเป็นแนวปฏิบัติการดูแลแบบผสมผสานด้วยศาสตร์มณีเวชในหญิงตั้งครรภ์ครรภ์แรกเน้นให้ผู้คลอด พยาบาล แพทย์ และญาติผู้คลอดมีส่วนร่วม และมีการประเมินผลด้วยการศึกษาแบบกึ่งทดลองโดยศึกษา 3 ตัวแปร โดยมีกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คนได้รับการดูแลตามปกติและกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนได้รับการดูแลตามปกติร่วมกับการปฏิบัติมณีเวช พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความเจ็บปวดลดลงและมีระยะเวลาคลอดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) เมื่อปากมดลูกเปิดน้อยกว่า 3 เซนติเมตร และเมื่อปากมดลูกเปิด 6-8 เซนติเมตร ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง พบความพึงพอใจมีค่าคะแนนที่ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 86 และร้อยละ 88 ตามลำดับ
การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานด้วยศาสตร์มณีเวชในการดูแลหญิงเจ็บครรภ์คลอดเป็นการตอบสนองนโยบายลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัยของกระทรวงสาธารณสุข ผลการศึกษาโดยใช้แนวปฏิบัติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและลดระยะเวลาคลอดโดยไม่ใช้ยา และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด
เอกสารอ้างอิง
2. พิริยา ศุภศรี. การพยาบาลในระยะคลอด. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี จ?ำกัด; 2540.
3. เยื้อน ตันนิรันดร. การคลอดผิดปกติ (Abnormal Labor). ในถวัลย์วงค์ รัตนสิริ, ฐิติมา สุนทรสัจ และสมศักดิ์ สุทัศน์วรวุฒิ, บรรณาธิการ. สูติศาสตร์ฉุกเฉิน (Emergency obstetrics) ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. หน้า133. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี; 2553.
4. ประทุมพร เพียรจริง, ละมัย วีระกุล, บุษยา ยารังสี, ผกา สุขเจริญ , สุทธิพร พรมจันทร์. ผลของโปรแกรมการเตรียมตวั คลอดต่อความร้แู ละพฤติกรรมการเผชิญความเจ็บปวดในระยะคลอดในมารดาครรภ์แรก. วารสารสภาการพยาบาล 2544; 16: 25–36.
5. Simpson, K.K., Cheehan,P.A.Perinatal Nursing. New York. Newyork: Lippincott-Raven Publishing; 1996.
6. จินตนา บ้านแก่ง. การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเจ็บปวดในระยะคลอด.พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: อักษรไทย; 2533.
7. ดาริกา วรวงศ์, สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล และวิชุดา ไชยศิวามงคล. ระดับความเจ็บปวดของมารดาในระยะที่ 1 ของการคลอดหลังได้รัยาบรรเทาปวดโดยใช้เทคนิคการหายใจ การลูบท้องและการนวดก้นกบ. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ 2554;34(3): 32-9.
8. ศิริพร พงษ์โภคา.การบรรเทาปวดในระยะคลอด. ใน ศิริพร พงษ์โภคา, อรนุช เชาว์ปรีชา,ชลดา จันทร์ขาว และพรทิพย์ ชีวะพัฒน์, บรรณาธิการ. การพยาบาลมารดาในระยะคลอด. หน้า 31-51. กรุงเทพฯ:บางกอกบล็อก; 2550.
9. สุภาวดี หารวาระ. ผลการเตรียมเพื่อการคลอดด้วยตนเองต่อการเผชิญความเจ็บปวดและความวิตกกังวลในระยะคลอด. ยโสธรเวชสาร 2554;13 (1): 5-15.
10. สมปอง ใช้ไหวพริบ. การลดความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา. วารสารพยาบาลศาสตร์ 2543;18(3): 25-32.
11. Thompson,E.D. Introduction Maternity and Peadiatric Nursing. Philadelphia: W.B. Saunders Company; 1995.
12. ธรรมนูญ สุขุมานันท์, อาลี แซ่เจียว และดวงตา ภัทโรพงศ์. การบูรณาการการดูแลและส่งเสริมสุขภาพหญิงเจ็บครรภ์คลอดและหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์เขต 6-7 2555; 26(2) ( ฉบับแทรก): 507-520.
13. ประสิทธิ์ มณีจิระปราการ. การจัดกระดูกแบบโบราณของไทย-จีน-อินเดีย. วีดีทัศน์การบรรยายโครงการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย
ครั้งที่ 1. กองการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. ณ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี; 2547.
14. กานดา วัชรสินธุ์. กายวิภาคแบบมีชีวิตและแนวทางการจัดสมดุลมณีเวช. วารสารมณีเวช 2551;1: 85–92.
15. พยุงศรี อุทัยรัตน์. ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายต่ออาการปวดหลังส้วนล่างของผู้ที่ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต.สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย;2552.
16. Ningsanond, N. SIMPLE WAY TO MAKE LIFE EASIER…BY MANEEVEDA. Journal of Srinakharinwirot University (Journal of Science and Technology) 2554;3: 1-13.
17. วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์. การบูรณาการวิชามณีเวชสู่สูตินรีเวชกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพมารดา. วีดีทัศน์การบรรยายโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลป้องกันและส่งเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอดและทารกแรกคลอดด้วยวิชามณีเวชเพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย. ณ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ; 2553.
18. อาลี แซ่เจียว, พยุงศรี อุทัยรัตน์. ยาเร่งคลอดหรือจะสู้มณีเวช. What, s New ?การประชุมวิชาการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2557, 52-56. สุราษฎร์ธานี: อุดมลาภการพิมพ์;2557.
19. Hayajneh Y. Management for Health Care Professionals Series Systems & Systems Theory. [online] 2009. Available from:http://www.theinformatician.
com/yaseen [cited 22 June2015].
20. วาโร เพ็งสวัสดิ์. การวิจัยและการพัฒนา (Research and Development)วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2552;1( 2): 1-12.
21. March,A.,McCormack,D. Nursing Theory–Directed HealthcareModifying Kolcaba’s Comfort Theory as anInstitution-Wide Approach. HOLISTIC NURSING PRACTICE.2009 ;76-80 .
22. มนตรี ศิริเศรษฐ์. การนั่งรอคลอดท่าผีเสื้อแบบมณีเวชต่อการเจ็บครรภ์ในระยะปากมดลูกเปิดเร็ว. วารสารวิชาการเขต 12. 2558 ;26 : 13-17.
23. ผกามาศ เภาจี๋, สมชาย หงส์พรรคบุญ, พะเยาว์ ไพรพงษ์, นิภา ศิริวัฒโก. ผลของการใช้ท่าคลอดธรรมชาติต่อระยะเวลาการรอคลอดและความปวดในหญิงตั้งครรภ์[ออนไลน์]. โรงพยาบาลบ้านบึง: 2544. แหล่งที่มา http://banbunghospital.com/km/2554/8lr.pdf. [22 มิถุนายน 2558].
24. กิดติมา ด้วงมณี. ผลของการจัดท่าผีเสื้อประยุกต์ต่อความปวดและปากมดลูกเปิดเร็วในหญิงระยะคลอด วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (การผดุงครรภ์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์;2558.
25. ShermerRH, Raines DA. Positioning during the second stage of labor: Moving back to basics. Journal of Obstet Gynecol Neonatal Nurs.1997;26(6):727-34.
26. Noble, E. Controversies in Maternal Effort During labor and Delivery. Journal of Nurse-Midwifery, 1981;26 (11): 13-22
27. Dick-Read G.Childbirth without Fear.5th ed. New York: Harper & Row; 1984.
28. Kayne MA, Greulich MB, Albers LL. Doulas. An alternative yet complementary addition to care during childbirth. Clin Obstet Gynecol 2001;44:692-703.
29. ศิวพร สุดเพชร, นันทนา ธนาโนวรรณ, ฉวีวรรณ อยู่สำราญ และชานนท์ เนื่องตัน. ผลของโปรแกรมการสนับสนุนโดยสามีในระยะที่ 1 ของการคลอดต่อความเครียดความเจ็บปวดและความพึงพอใจต่อการคลอดในผู้คลอดครรภ์แรก.วารสารสภาการพยาบาล 2557;29 : 42-54.