ประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อมระยะ 2 - 4 ด้วยการจัดการรายกรณี เครือข่ายโรงพยาบาลน้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

ผู้แต่ง

  • วิจิตรา แพงขะ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

คำสำคัญ:

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีไตเสื่อม, การจัดการรายกรณี, การจัดการตนเอง, การให้บริการสอนชี้แนะทางสุขภาพ

บทคัดย่อ

              การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อมด้วยการจัดการรายกรณี เครือข่ายโรงพยาบาลน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เปรียบเทียบคะแนนความรู้การปฏิบัติตนและสภาวะสุขภาพก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อมระยะ 2 - 4 และมีระดับน้ำตาลสะสมในเม็ดเลือดมากกว่าร้อยละ 7 ที่ขึ้นทะเบียนรับบริการที่โรงพยาบาลน้ำหนาวและเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอน้ำหนาว จำนวน 39 คน ประกอบด้วยกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว โดยทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (one group pre - post design ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการตนเอง 2) แบบทดสอบความรู้ 3) แบบรายงานผลการให้บริการสอนชี้แนะทางสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ (Health coaching) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงจากผู้เชี่ยวชาญและทดสอบความเชื่อมั่นด้วยวิธีอัลฟาของคอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0.87 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน 2558 – มีนาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ Independent t test, Wilcoxon Signed Ranks Test ผลการวิจัยมีดังนี้
              การดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อมด้วยการจัดการรายกรณีมีประสิทธิผลที่ดี โดยพบว่าอัตรากรองของไต(eGFR) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระยะไตเสื่อม (staging CKD) ระดับครีเอตินีน (creatinine) และน้ำตาลสะสมในเม็ดเลือด( HbA1c) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
              นอกจากนี้ยังพบว่า คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความดันโลหิตซีสโตลิก (Systolic BP) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ส่วนระดับความดันไดแอสโตลิก (Diastolic BP )ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านดัชนีมวลกาย(BMI) ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร (FBS) ลดลงแต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ด้านระดับไขมันคลอเรสเตอรอล (cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ส่วนระดับเอลดีแอล (LDL)เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และระดับไขมันเอชดีแอล (HDL) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
              ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ ควรขยายผลการดูแลให้ครอบคลุมทุกคนที่มีไตเสื่อมและทุกโรคที่ทำให้ไตเสื่อม ควรหาวิธีและเทคนิคที่เหมาะสมที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้และเกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ในผู้ป่วยที่หยุดยาไขมันควรมีการตรวจติดตามระดับไขมันทุก 3 - 6 เดือนเช่นเดียวกับผู้ที่กำลังกินยาไขมัน และควรมีการสร้างนวัตกรรมหรืองานวิจัยต่อยอดและต่อเนื่อง เพื่อให้ดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

1. Wild S, Roglic G, Green A, Sicree R, King H : Global prevalence of diabetes estimates for the year 2000 and projections for 2030. Diabetes Care 2004;27:1047–1053

2. World Health Organization: Media centre. Fact sheets .Diabetes .[http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs312/en/]Accessed sep 30, 2016.

3. Ingsathit A, Thakkinstian A, Chaiprasert A, Sangthawan P, Gojaseni P, Kiattisunthorn K; the Thai-SEEK Group. Prevalence and risk factors of chronic kidney disease in the Thai adult population: Thai SEEK study. Nephrol Dial Transplant 2010 ; 25 : 1567-75.

4. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.บริการควบคุมป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง.คู่มือบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2560;4: 7 - 13

5. เพ็ญศรี พงษ์ประภาพันธ์ สุวิมล แสนเวียงจันทร์ และประทีป ปัญญา .กระบวนการเสริมพลังในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนวัดปุรณาวาส. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข2552 ; 21 : 65

6. จุฑามาส จันทร์ฉาย, มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์ และนิรัตน์ อิมามี. โปรแกรมการเรียนรู้เรื่องเบาหวานและการจัดการตนเองของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์. สาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา. วารสารมหาวิทยาลัยบูรพา 2555 ;7(2) : 69 - 83.

7. จินตนา หามาลี,นัยนา พิพัฒน์วณิชชา,รวีวรรณเผ่ากัณหา.ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการชะลอความก้าวหน้าของโรคไตเรื้อรังในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง.วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์2557;34(2) : 67-86.

8. Yen, M., Huang, J. J., &Teng, H. L. Education for patients with chronic kidney disease inTaiwan: a prospective repeated measures study. Journal of clinical nursing2008 ;17(21):2927-2934.

9. สุรพล อริยะเดช.ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของข้าราชการอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง.วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้าม 2555; 29(3): 205-216

10. อัมพิกา มังคละพฤกษ์.รูปแบบที่มีประสิทธิผลและยั่งยืนที่สุดเพื่อลดการบริโภคข้าวเหนียวในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 epg.science.cmu.ac.th/misresearch/reportResearchPerson.php?person_idAccessed sep 30, 2016.

11. Misa Adachi, Kazue Yamaoka, Mariko Watanabe, Masako Nishikawa, Itsuro Kobayashi, Eisuke Hida and Toshiro Tango(2013) :Effects of lifestyle education program for type 2 diabetes patients in clinics: a cluster randomized controlled trial: BMC Public Health 2013;13:467

12. นันนภัส พีระพฤฒิพงค์, น้ำอ้อย ภักดีวงค์, อำภาพร นามวงค์พรหม. ผลของโปรแกรมการจัดการดูแลตนเองต่อความรู้ กิจกรรมการดูแลตนเองและค่าฮีโมโกลบินที่มีน้ำตาลเกาะในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2. Journal of Nursing Association of Thailand Northeastern Division 2555;30 (2) : 98 - 104.

13. สุภาพร องค์สุริยานนท์.การพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโรงพยาบาลเจาพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี.วารสารสาธารณสุขและการพัฒนา 2551;6(1):32-38

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2017-09-01

รูปแบบการอ้างอิง

แพงขะ ว. (2017). ประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตเสื่อมระยะ 2 - 4 ด้วยการจัดการรายกรณี เครือข่ายโรงพยาบาลน้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11, 31(3), 405–414. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Reg11MedJ/article/view/170550

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ