การพยาบาลผู้คลอดที่ติดเชื้อเอชไอวี : กรณีศึกษา
คำสำคัญ:
การติดเชื้อเอชไอวี, การพยาบาล, ระยะตั้งครรภ์, ระยะคลอดบทคัดย่อ
การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีก่อให้เกิดกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เกิดการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อได้ทางเลือด อสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน การรับเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อเอชไอวี และการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอดและหลังคลอดหรือทางน้ำนม ผลของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีของมารดาสามารถเพิ่มอัตราการแท้งบุตร ทารกโตช้า ทารกตายคลอด การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย และการตายของทารก
จากสถิติปีพ.ศ. 2551 พบการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกร้อยละ 4.6 พ.ศ. 2555 ร้อยละ 2.8 และพ.ศ. 2559 ร้อยละ 1.9 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเป้าหมายของการติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกในปีพ.ศ. 2563 อยู่ในระดับน้อยกว่าร้อยละ 1 จากสถิติของโรงพยาบาลสมุทรปราการในปี 2557 - 2559 พบว่า มารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี 49 ราย 55 ราย และ 62 รายตามลำดับ ซึ่งมีการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารก พ.ศ. 2557 - 2559 ร้อยละ 10.6, 4.68 และ 7.14 ตามลำดับ โดยแนวโน้มสูงขึ้นมีสาเหตุสำคัญ คือมารดาฝากครรภ์ล่าช้าหรือไม่ฝากครรภ์ การรับยาต้านไวรัสไม่สม่ำเสมอ มารดาที่ติดเชื้อแล้วมีการตั้งครรภ์ซ้ำโดยปกปิดผลเลือดกับสามี ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้มารดากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีสู่ทารก ดังนั้นการพยาบาลมารดาที่มาคลอดได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานของระบบบริการสุขภาพในเครือข่ายและมีความเชื่อมโยงกันให้มีการดูแลที่ต่อเนื่องตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอดและหลังคลอด ก็จะส่งผลให้มารดามีสุขภาพที่ดีสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไปกับครอบครัว และเป็นการยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกได้สำเร็จ
เอกสารอ้างอิง
2. จารุวรรณ ก้าวหน้าไกลและคณะ. การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี : สถานการณ์ท้าทายกับทางเลือกที่เปลี่ยนไป. วารสารสมาคมพยาบาลสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,2012; 30 (2) : 6 – 15.
3. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย 2557. กรุงเทพ:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, 2557.
4. จุฬาลักษณ์ จิระพัฒน์สกุล. การติดเชื้อเอชไอวีในสตรีตั้งครรภ์. ค้นเมื่อเดือนมกราคม 12, 2560,จากhttp:/www.medicine.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/index.php?option=com_content&view =article&id=1293:2016-12-10-23-36-57&catid=45&Itemid=561.
5. แนวทางการดำเนินการเพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกสำหรับประเทศไทย. ค้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 5, 2560, จาก http://203.157.45.67/napha9/aidspolicy.html.
6. นิตยา แก้วร่วมวงศ์ และอัญชัน สิงห์ชัย. (2552). การตั้งครรภ์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รับยาต้านไวรัส.วารสารโรคเอดส์ 2552, 21 (3) : 143 – 157.
7. Taha TE, Dallabetta GA.et al. The effect of human immunodeficiency virus on birthweight, and infant and child mortality in urban Malawi. Int J Epidemiol 1995,24 (5) : 1022 - 9.
8. Cooper ER, Charurat M, Mofenson L, Hanson IC, Pitt J, Diaz C, et al. Combination antiret roviral strategies for the treatment of pregnant HIV -1- infected women and prevention of perinatal HIV-1 transmission. J Acquir Immune Defic Syndr 2002, 29 : 484 – 94.
9. Suksomboon N, Poolsup N, Ket-Aim S. Systemic review of the efficacy of antiretroviral therapies for reducing the risk of mother – to – child transmission of HIV infection. J Chin Pharm Ther 2007, 32 (3) : 293 - 311.
10. Lothian, J. A. The journey of becoming a mother. Journey of Perinatal Education 2008, 17 (4) : 43 – 47.
11. นิพรรณพร วรมงคล,นรีลักษณ์ กุลฤกษ์, ไฉไล เลิศวนางกูล. แนวทาง การปฏิบัติงาน และการดูแลแม่และลูกที่ติดเชื้อเอชไอวี. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2549.
12. สุภาพ ไทยแท้. ผลของโปรแกรมการเสริมพลังอำนาจต่อความสามารถในการดูแลตนเองและการดูบุตรของมารดาหลังคลอดที่ติดเชื้อเอชไอวี. วารสารพยาบาลสาธารณสุข 2011, 25 (3) : 49 - 61 .