การประเมินระบบการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวาน แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 11
คำสำคัญ:
การประเมินผล, การรักษาพยาบาล, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, เขตสุขภาพที่ 11บทคัดย่อ
การวิจัยประเมินผลขณะดำเนินการนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวาน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ชนิดของโรงพยาบาลกับความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 3) เปรียบเทียบชนิดของโรงพยาบาลกับความพึงพอใจต่อการรับบริการรักษาพยาบาล 4) ศึกษาปัญหาอุปสรรคของผู้มารับบริการและเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเชิงปริมาณ ได้แก่ 1.ผู้ป่วย โรคเบาหวาน จำนวน 438 คน ในโรงพยาบาลของเขตสุขภาพที่ 11 ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน 2.แพทย์และพยาบาลวิชาชีพผู้ให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ของโรงพยาบาลกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 143 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคือ แบบสอบถาม และแบบบันทึกข้อมูลการรักษาพยาบาลและระยะเวลาในการรับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test และ ANOVA ส่วนการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคือ แบบแนวทางการสัมภาษณ์เจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการประเมิน 1) ด้านบริบท พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความสามารถในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลในระดับต่ำร้อยละ 42.9 รองลงมาคือ ระดับสูงและปานกลาง ร้อยละ 32.4 และ 24.7 ตามลำดับ มีความเชื่อมั่นต่อการรักษาพยาบาลในระดับสูง ร้อยละ 74.5 ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า ขาดอุปกรณ์ให้ความรู้ และเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ร้อยละ 12.6 และ 6.3 บุคลากรยังไม่เพียงพอ ร้อยละ 62.9 ขาดศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยในบางเรื่อง ร้อยละ 21.7 ด้านกระบวนการ พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานใช้เวลาในการรักษาพยาบาลโดยเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 24 นาที มารับการรักษาพยาบาลตามนัดทุกครั้ง ร้อยละ 60.7 และด้านผลการดำเนินการ พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ร้อยละ 58.2 มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับปานกลาง สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เพียงร้อยละ 26.3 2) ชนิดของโรงพยาบาลไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน 3) ความพึงพอใจต่อการรับบริการรักษาพยาบาลของผู้รับบริการอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 66.4 ส่วนเจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจต่อการให้บริการในระดับปานกลาง ร้อยละ 58.0 ชนิดของโรงพยาบาลทำให้เกิดความพึงพอใจ ต่อการรับบริการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001) 4) ปัญหาอุปสรรคของผู้รับบริการ พบว่า ผู้ให้บริการมีน้อย สถานที่ให้บริการคับแคบ และความรวดเร็วในการให้บริการ ร้อยละ 6.4, 5.3 และ 4.3 ตามลำดับ ส่วนเจ้าหน้าที่มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ขาดบุคลากร และเวลาพูดคุยแนะนำผู้ป่วย ร้อยละ 5.6, 4.9 และ 2.8 ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
2. World Health Organization. Diabetes: Major cause of death. (online) 2010. [Retrieved Febuary 2, 2016] Available from: http: life:// F:\WHO%20%20Diabetes.mht
3. วิชัย เอกพลากร และคณะ. การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย. (ออนไลน์) 2559. [เข้าถึงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2559) เข้าถึงได้จาก http://www.thaiichr.org/autopagev4/spaw2/uploads/files /Wichai%20 Aekplakorn.pdf
4. ทินกร ศีรษภูมิ. การพัฒนาระบบบริการโรคเบาหวานแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 2550; 2 (1):106-114.
5.Srinivasan, A. V. Managing a modern hospital. New Delhi: A Division of Sage India (P). 2000.
6. บุญใจ ศรีสถิตนรากูร. การบริการพยาบาลในยุคศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. 2550.
7. เขตสุขภาพที่ 11. ยุทธศาสตร์สาธารณสุขประจำปี 2559 เขตสุขภาพที่ 11. (ออนไลน์) 2559. [เข้าถึงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559) เข้าถึงได้จาก http://www.rpho11.go.th/rpho11/upload/news/news-doc-00262.pdf
8. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. จำนวนและอัตราผู้ป่วยในด้วยโรคเบาหวาน (E10-E14) ต่อประชากร 100,000 คน (รวมทุกการวินิจฉัยโรค) ปี พ.ศ.2550 - 2558. นนทบุรี : สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. 2559.
9. กมลทิพย์ วิจิตรสุนทรกุล และสัญชัย ชาสมบัติ. การศึกษาสถานการณ์การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประเทศไทย. (ออนไลน์) 2559. [เข้าถึงเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560) เข้าถึงได้จาก http://http://thaincd.com/document /file/info/non-communicable-disease/
10. Stufflebeam, Foley, W. J., Gephart, W. J., Guba, E. G., Hammond, R. L., Merriman, H.O,. Educational Evaluation and Decision – Making. Illinois : Peacock Publishers. 1971.
11. จุฬาลักษณ์ โกมลตรี. การคำนวณขนาดตัวอย่าง. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 2555; 20 (3) 192-198.
12. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. การบริหารงบบริการควบคุมป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงจันทร์การพิมพ์. 2559.
13. Hostutler, J.J, Taft, S.H., & Synder,C. Patient needs i the Emergency Department Nurses and Patients Perceptions. Journal of Nursing Administration, 1999;29(1):43-50.
14. Srinivasan, A. V. Managing a modern hospital. New Delhi: A Division of Sage India (P). 2000 .
15. Kunders, G. D. Hospital–planning, design and agreement. New Delhi: Tata Mc Graw-Hill. 1998.
16. Kurata, J., Nogawa, A., Phillips, D., Hoffman, S., & Werblum, M. Patient and provider satisfaction with medical care. Journal of Farmacal Practices, 1992;35:176-179.
17. ธนินท์รัฐ รัตนพงศ์ภิญโญ และเสาวลักษณ์ เจียวพ่วง. ความพึงพอใจของผู้เข้ารับบริการของแผนกผู้ป่วยนอก กรณีศึกษา: โรงพยาบาลโพธาราม. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจทั่วไป คณะวิทยาการจัดการ, มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2551.
18. สุณีรัตน์ คัคนานตดิลก. การประเมินผลการให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเกาะสมุย. รายงานวิจัย. 2559.
19. เขมจิรา พุ่มกาหลง. ความพึงพอใจของผู้ป่วยนอกต่อคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลปทุมธานี. การค้นคว้าแบบอิสระ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. 2553.
20. Greeneich, D. The link between new and return business and Quality of care: Patient satisfaction. Advance Nurse Study, 1993;16:62-72.
21. Beckie T. A Supportive-educative telephone program: impact on knowledge and anxiety after coronary artery bypass graft surgery. Heart Lung, 1989;18:46-55.
22. Wagner, E. H., Davis, C., Schaefer, J., Von Korff, M., & Austin, B. A survey of leading chronic disease management programs: are they consistent with the literature? Manage Care Quality, 1999;7(3):56-66.
23. ภรณี นนท์ธนสิน, สมศรี เนติรัฐกร และโสพิน ศรีสมโภชน์. พฤติกรรมการดูแลตนเองและความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า รายงานวิจัย. 2557