ผลการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวแบบบูรณาการ จังหวัดระนอง
คำสำคัญ:
ผู้สูงอายุ, การพัฒนาระบบ, ระบบดูแลสุขภาพระยะยาวบทคัดย่อ
การวิจัยประเมินผลเชิงวิเคราะห์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลศักยภาพผู้สูงอายุและเปรียบเทียบประสบการณ์และบทเรียนระหว่างระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบเดิมกับระบบที่พัฒนาภายใต้ระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวแบบบูรณาการ จังหวัดระนอง โดยประยุกต์ใช้ CIPP Model ศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed methods) เชิงปริมาณ (Quantitative) และเชิงคุณภาพ (Qualitative) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2560 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน 472 คน ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุข 42 คน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 137 คน ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว 137 คน อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 132 คน และ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 24 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินศักยภาพผู้สูงอายุ (alpha 0.86) แบบประเมินระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ (alpha 0.94) แบบบันทึกการสัมภาษณ์ผู้ดูแลในครอบครัว แบบประเมินศักยภาพอาสาสมัคร (alpha 0.93) และแบบประเมินการมีส่วนร่วมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (alpha 0.97) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสามเส้า ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย Chi-Square Tests (c2) และข้อมูลเชิงคุณภาพทำการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่า ผลที่เกิดกับผู้สูงอายุจากการประเมินศักยภาพ ADL (Activities of Daily Living) โดยรวมเป็นกลุ่มช่วยตนเองได้ดี (well elder) ร้อยละ 88.3 (Mean=16.48,SD=5.17) ศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขโดยรวมมีคุณภาพบริการอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 85.6 (Mean=38.62, SD=6.31) และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 81.0 (Mean 29.38, SD 5.72) ศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวมีคุณภาพสามารถใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุได้ดีกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=<.001) ศักยภาพของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ พบว่า ผลการพัฒนาครั้งนี้มีคุณภาพสามารถใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุได้ดีกว่าระบบเดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=<0.001) ผลลัพธ์การพัฒนา (Product outcome) ครั้งนี้ผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นว่ามีคุณภาพสามารถใช้ในการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุได้ดีกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) และบรรลุมาตรฐานตัวชี้วัดการดูแลผู้สูงอายุผ่านเกณฑ์ จำนวน 8 ตัวชี้วัด ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ร้อยละ 100 ผู้สูงอายุได้รับการดูแลและรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย ร้อยละ 96.9 ปฏิบัติศาสนกิจและได้รับเงินช่วยเหลือตามภาวะพึ่งพิง ร้อยละ 95.4 ผู้สูงอายุที่ได้รับการตรวจสุขภาพทั่วไปประจำปี ร้อยละ 90.5 มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมาะสมและปลอดภัย ร้อยละ 90.5 เป็นที่พึ่งทางใจให้แก่บุตรหลาน ร้อยละ 90.5 และมีส่วนร่วมกิจกรรมทางสังคม ร้อยละ 90.1 ตัวชี้วัดที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 2 ตัวชี้วัด ได้แก่ การออกกำลังกายและผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือในบริเวณใกล้เคียงกัน
สรุป ผลลัพธ์ของการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวแบบบูรณาการสามารถเพิ่มศักยภาพผู้สูงอายุได้มากขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เอกสารอ้างอิง
2. พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 120 ตอนที่ 130ก ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 [เข้าถึงเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2560]. จาก: http://www. dla.go.th/upload/regulation/type1/2554/2/488_1.pdf
3. United Nation. The World Population Ageing 2009. [cited 2017 February 15]. Available from: http://www.un.org/esa/population/publications/WPA2009/ WPA 2009_ WorkingPaper.pdf.
4. United Nation. World Population Prospects The 2002 Revision. [cited 2017 February 15]. Available from: http://www.un.org/esa/population/publications/wpp2002
5. มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.). รายงานประจำปี “สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2551-2555. [เข้าถึงเมื่อ 19 ธันวาคม 2556]. จาก: http://www.thaicentenarian. mahidol.ac.th
6. สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์, กนิษฐา บุญธรรมเจริญ, ศิริพันธ์ สาสัตย์, ขวัญใจ อำนาจสัตย์ซื่อ.รูปแบบการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในระยะยาวโดยชมุชน. วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว. journal PCFM.indd 2551; 1(2): 22-34. [เข้าถึงเมื่อ 21 มีนาคม 2560]. จาก: http://www.academia.edu
7. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง.เอกสารประกอบการตรวจราชการและนิเทศงานกรณีปกติ เสนอผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เชตสุขภาพที่11 และคณะ จังหวัดระนอง รอบที่1ประจำ ปีงบประมาณ 2560;10-15
8. Daniel WW. Biostatistics: A Foundation for Analysis in the Health Sciences. (6th ed). John Wiley & Sons Singapore; 1995.
9. Stufflebeam DL. et al. (Eds.). Evaluation models. (2nd ed). Boston: Kluwer Academic Publishers 2000: 1-16. [cited 2017 April 21]. Available from: http:// www. wiley.com.
10. กระทรวงสาธารณสุข. แบบประเมินผู้สูงอายุตามกลุ่มศักยภาพ ตามความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (Barthel Activities of Daily Living: ADL). คู่มือการพยาบาลผู้สูงอายุ. กรมอนามัย, 2555. [เข้าถึงเมื่อ 1 พฤษภาคม 2560]. จาก: http://www.anamai. moph.go.th
11. Best J. Research in Education. (4th ed.). Prentice-hall International London; 1981.
12. ออมสิน ศิลสังวร, สมลักษณ์ เทพสุริยานนท์, อุไรวรรณ ชัยชนะวิโรจน์, ทวีศักดิ์. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผาสุกทางใจของผู้สูงอายุ. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ 2557; 8(3): 80-91.
13. Roos V, Malan L. The role of context and the interpersonal experience of loneliness among older people in a residential care facility. Glob Health Action 2012, 5: 1-10.
[cited 2017 March 29]. Available from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov.
14. ดวงฤดี ลาศุขะ, ทศพร คำผลศิริ, กนกพร สุคำวัง, โรจนี จินตนาวัฒน์. การพัฒนาศักยภาพผู้นำในการ สร้างเสริมกระบวนการพัฒนาสุขภาวะแบบองค์รวมของผู้สูงอายุในชุมชน. วารสารสภาการพยาบาล 2554; 26 (ฉบับพิเศษ): 59-69.
15. ศศิพัฒน์ ยอดเพชร. บูรณาการระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)วารสารระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว 2552; 27(6): 22-32. [เข้าถึงเมื่อ 21 มีนาคม 2560]. จาก: http://www.ihppthaigov.net/publication
16. อุเทน มุกเย. การพัฒนากระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยอัมพาตที่บ้านด้วยการแพทย์แผนไทย ของชุมชน ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร. วิทยานิพนธ์การแพทย์แผนไทยมหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมสัมมนาวิชาการวิจัยระดับชาติและนานาชาติ (Proceedings) มหาวิทยาลัยราชภัฎภาคเหนือ ครั้งที่ 15; 2558: 213-223.
17. จุฑาทิพย์ งอยจันทร์ศร, อรสา กงตาล. การพัฒนาการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านติดเตียง ในชุมชนเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์. วารสารบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น 2555; MMO14-2: 658-9.
18. วริสรา ลุวีระ, เดือนเพ็ญ ศรีขา, ศรีเวียง ไพโรจน์กุล. การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชนโดยอาสาสมัคร: การรับรู้ของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้านในชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น. ศรีนครินทร์เวชสาร 2556; 28(2): 199-204.