ประสิทธิผลของโปรแกรมระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานแบบไร้รอยต่อ ของคลินิกโรคเบาหวานโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต
คำสำคัญ:
โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ประสิทธิผล, โปรแกรมระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน แบบไร้รอยต่อบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองเป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานแบบไร้รอยต่อของคลินิกโรคเบาหวานโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 50 ราย โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นโดยนำผลการวิจัยระยะที่ 1 มาใช้ในการออกแบบโปรแกรมได้แก่ ตัวแปรที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ 1) พฤติกรรมสุขภาพ 2) การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ 3) การรับรู้ด้านสุขภาพ มาทำ 5 กิจกรรม ได้แก่ 1 การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและการรับรู้ด้านสุขภาพ 2 การพัฒนาความสามารถและทักษะการจัดการตนเอง 3 การให้กำลังใจและการกระตุ้นเตือนโดยใช้แรงสนับสนุนทางสังคม 4 การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 5 ทีมสหวิชาชีพออกเยี่ยมบ้าน ใช้ระยะเวลาทดลอง 4 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามและสมุดบันทึกข้อมูลสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมุติฐานการวิจัยเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลอง ใช้สถิติ Paired t-test
ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ
(P-Value<0.001) การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ (P-Value<0.001) การรับรู้ด้านสุขภาพ (P-Value<0.001) และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ (P-value=0.003) ผลการวิจัยนี้พบว่า การรับรู้อุปสรรคของการรักษาหลังทดลองไม่แตกต่างจากก่อนทดลอง (P-Value=0.347) แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาเพียง 4 เดือน ยังไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยลดอุปสรรคในการรักษาโรคเบาหวานได้ ดังนั้น ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อหาวิธีการใหม่ๆ เช่น การวิจัยเชิงคุณภาพหรือการวิจัยแบบมีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาโรคเบาหวาน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง
เอกสารอ้างอิง
2. โรงพยาบาลถลาง. โรงพยาบาลถลาง: แบบสำรวจบุคลากร 2558. เอกสารเผยแพร่ปี พ.ศ.2558;2559
3. ละออ ชัยลิตร. การรับรู้ต่อการเกิดโรคและพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคเบาหวานของพระนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยวิทยาเขตขอนแก่น.วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2557.
4. สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร.การให้ความรู้โรคเบาหวาน.กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2545.
5. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต. เอกสารประกอบการตรวจราชการและนิเทศงานกรณีปกติรอบที่ 1 ปีงบประมาณ 2558 (28-30 มกราคม 2558).[ออนไลน์].2559[สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559]. แหล่งข้อมูล Website: http://www.pkto.moph.go.th/
6. อานนท์ แก้วบำรุง. ประสิทธิผลของโปรแกรมระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานแบบไร้รอยต่อของคลินิกโรคเบาหวานโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต: การศึกษาระยะที่ 1 ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต. โรงพยาบาลถลาง; 2560.
7. อัจฉรา จินดาวัฒนวงศ์, นพวรรณ เปียซื่อ, พัชรินทร์ นินทจันทร์. ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย. วารสารพยาบาลรามาธิบดี; 2555; 8(1): 58-69.
8. Bandura A. Social learning Theory.Englewood cliffs, NJ: Prentice-Hall; 1977.
9. Best, John W. Research is Evaluation. (3rded). Englewod cliffs: N.J. Prentice Hall; 1977.
10. Orem, D. E. Nursing: Concepts of practice (4thed.). St. Louis: Mosby Year Book; 2001.
11. Rosenstock. History origins of the health belief model: Health Education Monograph; 1974.
12. Saiwong S. The effectiveness if health promotion program on behavioral modification for dietary control and exercise among type 2 diabetes patients at Pathumthani hospital, Pathumthani province.Unpublished master’ thesis, Mahidol University, Bangkok, Thailand; 2004.
13. World Health Organization (WHO). Diabetes : Cost. [online]. 2009 [cited November 12, 2016], Available from: URL:http://WWW.who.int/dietphysicalactivity/publications/facts/diabetes/en/